ถ้าถามว่าอวัยวะไหนในร่างกายที่ "เงียบที่สุด" คงหนีไม่พ้น ไต เพราะแม้จะเริ่มเสื่อมไปแล้ว มันแทบไม่ส่งสัญญาณเตือนให้รู้สึกได้ในช่วงแรก กว่าหลายคนจะมาพบแพทย์ก็มักอยู่ในระยะที่หนักพอสมควรแล้ว นี่คือเหตุผลที่โรคไตเรื้อรัง (CKD) ถูกเรียกว่า "ฆาตกรเงียบ" ในวงการแพทย์

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่าคนไทยป่วยด้วยโรคไตเรื้อรังมากกว่า 8 ล้านคน และส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีความเสี่ยง ฟังดูน่ากลัว แต่ข่าวดีคือ ถ้ารู้เร็ว ดูแลได้ถูกทาง ก็ช่วยชะลอการเสื่อมของไตได้อย่างมีนัยสำคัญ

แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าไตกำลังส่งสัญญาณ? ลองเช็กตัวเองจาก 5 อาการที่ควรสังเกตเหล่านี้ดูก่อนเลย

5 สัญญาณเตือนที่ไตพยายามบอกคุณ

อาการเหล่านี้อาจดูธรรมดาในชีวิตประจำวัน แต่ถ้าเกิดขึ้นบ่อย หรือหลายอาการพร้อมกัน ควรจริงจังกับมันสักนิด

  • ปัสสาวะผิดปกติ — ลุกฉี่กลางดึกบ่อยขึ้น ปัสสาวะเป็นฟองมาก หรือมีสีคล้ายเลือดปน สิ่งเหล่านี้อาจบ่งชี้ว่าไตกรองโปรตีนหรือเม็ดเลือดแดงออกมากับปัสสาวะ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม
  • บวมผิดปกติตอนเช้า — สังเกตที่หน้า รอบตา มือ เท้า หรือข้อเท้า โดยเฉพาะตอนตื่นนอนใหม่ ๆ อาการบวมแบบนี้เกิดจากไตไม่สามารถขับน้ำและโซเดียมส่วนเกินออกได้ตามปกติ
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายผิดปกติ — รู้สึกล้าทั้งวันทั้งที่นอนหลับเพียงพอ หรือมีอาการซีดร่วมด้วย เหตุเพราะไตมีหน้าที่กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง เมื่อไตเสื่อม ร่างกายจึงผลิตเม็ดเลือดแดงได้น้อยลง
  • เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน — ของเสียที่สะสมในเลือดเมื่อไตทำงานลดลง จะส่งผลให้ระบบทางเดินอาหารทำงานผิดปกติ บางคนน้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุชัดเจนก็เป็นสัญญาณหนึ่งเช่นกัน
  • ความดันโลหิตสูงควบคุมยาก — ไตและความดันโลหิตสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น ไตที่เสื่อมจะทำให้ควบคุมความดันได้ยากขึ้น และในขณะเดียวกัน ความดันสูงที่ไม่ได้รับการดูแลก็จะเร่งให้ไตเสื่อมเร็วขึ้นด้วย

ใครบ้างที่ควรตรวจไตเป็นประจำ?

ไม่ใช่ทุกคนที่มีความเสี่ยงเท่ากัน กลุ่มที่ควรให้ความสำคัญกับการตรวจไตอย่างสม่ำเสมอได้แก่ ผู้ที่เป็นเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง เพราะทั้งสองโรคนี้เป็นสาเหตุหลักของไตเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีคนในครอบครัวเคยป่วยเป็นโรคไต และผู้ที่ต้องรับประทานยาแก้ปวด NSAIDs เป็นประจำ เช่น ไอบูโพรเฟนหรือนาพรอกเซน ซึ่งหากใช้ติดต่อกันนานอาจกระทบการทำงานของไตได้

การตรวจไตเบื้องต้นทำได้ง่าย ๆ ด้วย 3 ขั้นตอนหลัก คือ เจาะเลือดดูค่า eGFR เพื่อวัดประสิทธิภาพการกรองของไต, ตรวจปัสสาวะหาโปรตีนและเม็ดเลือด และ วัดความดันโลหิต เพื่อดูว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้หรือไม่

รู้ไว้ก่อน ดีกว่าสายเกินแก้

โรคไตเรื้อรังในระยะแรกถึงระยะกลาง ถ้าตรวจพบและดูแลอย่างถูกต้อง สามารถชะลอความเสื่อมให้ช้าลงได้มาก การปรับพฤติกรรมอย่างการลดเค็ม ควบคุมน้ำตาล จัดการความดัน ดื่มน้ำให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงยาที่กระทบไต ล้วนช่วยปกป้องไตได้ในระยะยาว แต่ทั้งหมดนี้ต้องเริ่มจาก "รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน" ก่อน

  • ไตเสื่อมในระยะแรกมักไม่มีอาการ การตรวจเลือดและปัสสาวะคือทางเดียวที่จะรู้แน่ชัด
  • บวมตอนเช้า ปัสสาวะ