หลายคนที่กำลังพิจารณาใช้ Ozempic (เซมากลูไทด์) มักกังวลเรื่องอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย ข้อมูลจากงานวิจัยทางคลินิกพบว่าผลข้างเคียงส่วนใหญ่ เป็นอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง เกิดในช่วงแรกของการใช้ยา และดีขึ้นได้เองเมื่อร่างกายปรับตัว บทความนี้อธิบายความถี่ ความรุนแรง วิธีลดอาการ และสัญญาณที่ควรรีบแจ้งแพทย์

ทำไม Ozempic จึงทำให้เกิดผลข้างเคียง

Ozempic เป็นยากลุ่ม GLP-1 receptor agonist ที่เลียนแบบฮอร์โมนธรรมชาติในลำไส้ ยามีฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งอินซูลินเมื่อน้ำตาลสูง ลดการหลั่งกลูคากอน และ ชะลอการเคลื่อนตัวของอาหารออกจากกระเพาะ รวมทั้งออกฤทธิ์ที่สมองส่วนควบคุมความอิ่ม ทำให้อิ่มเร็วและหิวน้อยลง ผลข้างเคียงทางระบบทางเดินอาหารส่วนใหญ่จึงเป็นผลต่อเนื่องจากกลไกนี้โดยตรง

หมายเหตุ: Ozempic ได้รับอนุมัติสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ส่วนยาเซมากลูไทด์ขนาดสูงสำหรับควบคุมน้ำหนักคือ Wegovy การใช้ยาทุกชนิดต้องผ่านการประเมินและสั่งโดยแพทย์

ผลข้างเคียงที่พบบ่อย ความถี่ และความรุนแรง

จากการศึกษาในกลุ่ม SUSTAIN และข้อมูลในเอกสารกำกับยา อัตราการเกิดอาการโดยประมาณเป็นดังนี้

  • คลื่นไส้: ประมาณ 15–20% ของผู้ใช้ เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด ส่วนใหญ่รุนแรงเล็กน้อยถึงปานกลาง
  • อาเจียน: ประมาณ 5–9% มักเกิดร่วมกับคลื่นไส้ หรือหลังกินอาหารมื้อใหญ่และอาหารมัน
  • ท้องเสีย: ประมาณ 8–9% มักเป็นช่วงสั้น ๆ หลังเริ่มยาหรือเพิ่มขนาดยา
  • ท้องผูก: ประมาณ 3–5% และอาจเป็นต่อเนื่องนานกว่าอาการอื่น
  • ปวดท้อง แน่นท้อง ท้องอืด เรอบ่อย: พบได้พอสมควร ส่วนใหญ่ไม่รุนแรง
  • อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ: พบน้อยกว่า มักสัมพันธ์กับการกินน้อยลงหรือดื่มน้ำไม่พอ

ในงานวิจัย STEP 1 ซึ่งใช้เซมากลูไทด์ขนาด 2.4 มก. ต่อสัปดาห์ (ขนาดสูงกว่า Ozempic) พบอาการทางเดินอาหารสูงขึ้น เช่น คลื่นไส้ราว 44% และท้องเสียราว 31% แต่ ส่วนใหญ่ไม่รุนแรง และมีผู้หยุดยาเพราะอาการเหล่านี้เพียงประมาณ 4–5% ซึ่งแสดงว่าคนส่วนใหญ่ทนได้และใช้ยาต่อได้

อาการจะดีขึ้นเมื่อไหร่

ยามักเริ่มที่ขนาด 0.25 มก. สัปดาห์ละครั้งนาน 4 สัปดาห์ ก่อนปรับเป็น 0.5 มก. และเพิ่มต่อตามแพทย์พิจารณา โดยเว้นอย่างน้อย 4 สัปดาห์ต่อขั้น ผลข้างเคียงมีรูปแบบที่คาดเดาได้ดังนี้

  • อาการมักเริ่มภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วันหลังฉีด
  • มักแย่ที่สุดในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก หรือหลังเพิ่มขนาดยาแต่ละครั้ง
  • ส่วนใหญ่ค่อย ๆ ดีขึ้นภายในไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์ เมื่อร่างกายปรับตัว

การค่อย ๆ ปรับขนาดยาเป็นวิธีหลักที่ช่วยลดอาการ หากอาการยังรบกวนมาก แพทย์อาจชะลอการเพิ่มขนาดยาหรือคงขนาดเดิมไว้นานขึ้น ไม่ควรปรับขนาดหรือเลื่อนวันฉีดเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์

วิธีลดอาการแต่ละแบบ

คลื่นไส้และอาเจียน

  • แบ่งกินเป็นมื้อเล็กลง กินช้า ๆ และหยุดเมื่อเริ่มรู้สึกอิ่ม
  • เลี่ยงอาหารทอด อาหารมันจัด และอาหารหวานจัด ซึ่งอยู่ในกระเพาะนานและกระตุ้นอาการ
  • เลือกอาหารย่ายาก่อนในช่วงที่มีอาการ เช่น ข้าวต้ม แครกเกอร์ ซุปใส กล้วย
  • จิบน้ำบ่อย ๆ ตลอดวัน และไม่นอนราบทันทีหลังกินอาหาร
  • ขิงหรือชาขิงช่วยให้บางคนรู้สึกดีขึ้น แม้หลักฐานจะยังไม่แข็งแรงมาก
  • ลดหรืองดแอลกอฮอล์ในช่วงปรับขนาดยา

ท้องเสีย

  • ดื่มน้ำและเกลือแร่ให้เพียงพอเพื่อชดเชยที่สูญเสียไป
  • เลี่ยงอาหารที่กระตุ้นลำไส้ เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟมาก น้ำตาลเทียมบางชนิด และอาหารรสจัด
  • เลือกอาหารอ่อนจนกว่าอาการจะสงบ

ท้องผูก

  • เพิ่มใยอาหารจากผัก ผลไม้ และธัญพืชอย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมดื่มน้ำให้เพียงพอ
  • เคลื่อนไหวร่างกายสม่ำเสมอ เช่น เดินหลังอาหาร
  • หากยังไม่ดีขึ้น ควรถามแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาระบาย

ผลข้างเคียงที่พบน้อยแต่สำคัญ

  • ตับอ่อนอักเสบ: พบน้อย แต่ร้ายแรง มีอาการปวดท้องรุนแรงต่อเนื่อง อาจร้าวไปหลัง
  • นิ่วในถุงน้ำดี/ถุงน้ำดีอักเสบ: ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อน้ำหนักลดเร็ว
  • ขาดน้ำและไตได้รับผลกระทบ: เกิดจากอาเจียนหรือท้องเสียรุนแรงจนดื่มน้ำไม่ทัน
  • น้ำตาลในเลือดต่ำ: ยานี้เองเสี่ยงต่ำ แต่เสี่ยงขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับอินซูลินหรือยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย
  • ภาวะแทรกซ้อนของจอประสาทตาเบาหวาน: ในการศึกษา SUSTAIN-6 พบสูงขึ้นในผู้ที่น้ำตาลลดเร็วและมีโรคจอตาอยู่เดิม ผู้ป่วยเบาหวานควรตรวจตาสม่ำเสมอ
  • แพ้ยา: เช่น ผื่นลมพิษ หน้าบวม หายใจลำบาก พบได้น้อยมาก
  • ผมร่วงและการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ: มักสัมพันธ์กับน้ำหนักที่ลดเร็วและโปรตีนไม่พอ ควรกินโปรตีนให้เพียงพอและออกกำลังกายแบบเสริมกล้ามเนื้อ

เอกสารกำกับยายังมีคำเตือนเรื่องเนื้องอกต่อมไทรอยด์ชนิด C-cell ในสัตว์ทดลอง จึง ห้ามใช้ในผู้ที่มีประวัติส่วนตัวหรือครอบครัวเป็นมะเร็งไทรอยด์ชนิด medullary หรือกลุ่มอาการ MEN2 นอกจากนี้ หากต้องดมยาสลบหรือส่องกล้องทางเดินอาหาร ควรแจ้งแพทย์ว่าใช้ยานี้อยู่ เพราะกระเพาะอาจเคลื่อนตัวช้าและเพิ่มความเสี่ยงสำลัก

เมื่อไหร่ควรแจ้งแพทย์

ควรติดต่อแพทย์ทันทีหากมีอาการต่อไปนี้

  • ปวดท้องรุนแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะปวดร้าวไปหลัง อาจมีอาเจียนร่วมด้วย
  • ปวดท้องด้านขวาบน มีไข้ ตัวเหลืองหรือตาเหลือง
  • อาเจียนหรือท้องเสียมากจนดื่มน้ำไม่ได้ ปัสสาวะน้อย เวียนศีรษะ ใจสั่น
  • มีอาการแพ้ เช่น ผื่นทั่วตัว หน้า/ริมฝีปากบวม หายใจลำบาก
  • มีก้อนที่คอ เสียงแหบเรื้อรัง กลืนลำบาก
  • การมองเห็นเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
  • อาการน้ำตาลต่ำ เช่น มือสั่น เหงื่อออก ใจสั่น สับสน
  • อาการคลื่นไส้หรือท้องเสียที่ไม่ดีขึ้นแม้ผ่านไปหลายสัปดาห์ หรือทำให้กินอาหารไม่ได้

ใครควรระวังเป็นพิเศษ

ผู้ที่มีโรคตับอ่อน นิ่วในถุงน้ำดี โรคไต โรคกระเพาะอาหารเคลื่อนตัวช้า หญิงตั้งครรภ์หรือวางแผนตั้งครรภ์ และผู้ที่ใช้อินซูลิน ควรแจ้งประวัติให้แพทย์ทราบก่อนเริ่มยา เพื่อให้ประเมินความเหมาะสมและปรับแผนการรักษาอย่างปลอดภัย

สรุป

ผลข้างเคียงของ Ozempic ส่วนใหญ่เป็นอาการทางเดินอาหารที่ พบบ่อย ไม่รุนแรง และชั่วคราว การเริ่มยาในขนาดต่ำ ปรับขนาดอย่างช้า ๆ ปรับพฤติกรรมการกิน และติดตามกับแพทย์อย่างต่อเนื่อง ช่วยให้คนส่วนใหญ่ใช้ยาได้อย่างสบายใจ สิ่งสำคัญคือรู้จักสัญญาณเตือนที่ต้องพบแพทย์โดยเร็ว

แหล่งอ้างอิง

  • Marso SP, et al. Semaglutide and Cardiovascular Outcomes in Patients with Type 2 Diabetes (SUSTAIN-6). N Engl J Med. 2016.
  • Wilding JPH, et al. Once-Weekly Semaglutide in Adults with Overweight or Obesity (STEP 1). N Engl J Med. 2021.
  • Ozempic (semaglutide) Prescribing Information, Novo Nordisk.

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่สามารถทดแทนคำแนะนำจากแพทย์ได้

ปรึกษาทีมแพทย์ รู้ก่อนดี

หากสนใจใช้ Ozempic หรือกำลังมีผลข้างเคียงที่กังวลใจ ทีมแพทย์จากโรงพยาบาลพันธมิตรในสมุทรสาครพร้อมประเมินสุขภาพและวางแผนอย่างเหมาะสมกับคุณ โดยไม่ตัดสิน และเก็บข้อมูลเป็นความลับ ติดต่อได้ที่ LINE @roogondee หรือเยี่ยมชม roogondee.com