PrEP คืออะไร และมีประสิทธิภาพแค่ไหน

PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) คือการใช้ยาต้านไวรัสเพื่อป้องกัน HIV ก่อนมีความเสี่ยง สำหรับผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อ ยาที่ใช้แพร่หลายที่สุดคือสูตรผสม tenofovir disoproxil fumarate (TDF) + emtricitabine (FTC) แบบรับประทานวันละ 1 เม็ด

ข้อมูลจาก CDC ระบุว่า หากรับประทานยาสม่ำเสมอ PrEP ช่วยลดความเสี่ยงติด HIV จากเพศสัมพันธ์ได้มากกว่า 99% แต่ประสิทธิภาพในผู้หญิงขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอในการกินยามาก งานวิจัย FEM-PrEP และ VOICE พบว่าผลป้องกันต่ำ เพราะผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่กินยาไม่สม่ำเสมอ (ตรวจพบระดับยาในเลือดน้อยกว่า 30%) ขณะที่งานวิจัย Partners PrEP พบว่ากลุ่มที่มีระดับยาในเลือดตรวจพบได้ ลดความเสี่ยงได้มากกว่า 90%

ปัจจุบันมีทางเลือกอื่นด้วย เช่น ยาฉีด cabotegravir ทุก 2 เดือน (งานวิจัย HPTN 084 ในผู้หญิงพบว่าป้องกันได้ดีกว่ายากิน) และยาฉีด lenacapavir ปีละ 2 ครั้ง (งานวิจัย PURPOSE 1 ในหญิงสาวพบว่าป้องกันได้สูงมาก) แต่ความพร้อมให้บริการในไทยอาจแตกต่างกัน ควรสอบถามสถานพยาบาลโดยตรง

การใช้ PrEP ที่ถูกต้องสำหรับผู้หญิง

รับประทานทุกวัน เวลาเดิม

ผู้หญิงควรกินยาทุกวันตามสูตรมาตรฐาน เพราะระดับยาในเนื้อเยื่อช่องคลอดและปากมดลูกต่ำกว่าในเนื้อเยื่อทวารหนัก จึงต้องใช้เวลาสะสมยานานกว่า และต้องกินให้ต่อเนื่องกว่า

  • ช่วงเริ่มต้น: CDC ระบุว่าการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดต้องกินยาต่อเนื่องประมาณ 21 วัน จึงจะได้ระดับการป้องกันสูงสุด ในช่วงนี้ควรใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วย
  • สูตรแบบกินเฉพาะก่อนและหลังมีเพศสัมพันธ์ (2-1-1): ข้อมูลสนับสนุนอยู่ในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายเท่านั้น ไม่แนะนำในผู้หญิง
  • ลืมกินยา: หากนึกขึ้นได้ให้กินทันที แต่ไม่ต้องเพิ่มเป็นสองเท่าในมื้อถัดไป หากลืมบ่อยควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีช่วยจำ เช่น ตั้งเตือนในมือถือ หรือผูกกับกิจวัตรประจำวัน
  • การหยุดยา: ไม่ควรหยุดเอง แพทย์มักแนะนำให้กินต่อเนื่องหลังความเสี่ยงครั้งสุดท้ายอีกระยะหนึ่ง (โดยทั่วไปประมาณ 28 วัน) และตรวจเลือดก่อนหยุด

PrEP กับการคุมกำเนิดและการตั้งครรภ์

PrEP แบบ TDF/FTC ไม่ลดประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิดฮอร์โมน และองค์การอนามัยโลก (WHO) สนับสนุนให้ใช้ได้ในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรที่มีความเสี่ยง หากกำลังวางแผนตั้งครรภ์ควรแจ้งแพทย์เพื่อประเมินเป็นรายบุคคล

ข้อควรจำ: PrEP ไม่ป้องกันการตั้งครรภ์ และไม่ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น เช่น ซิฟิลิส หนองในเทียม หนองใน หรือ HPV จึงควรใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วยเมื่อเหมาะสม

ผลข้างเคียงและการดูแลสุขภาพ

คนส่วนใหญ่ทนต่อ PrEP ได้ดี อาการที่พบบ่อยมักเกิดใน 2-4 สัปดาห์แรกและหายได้เอง ได้แก่

  • คลื่นไส้ ท้องอืด ปวดท้องเล็กน้อย
  • ปวดศีรษะ
  • ท้องเสีย
  • เวียนศีรษะหรืออ่อนเพลีย

เคล็ดลับบรรเทาอาการ: กินยาพร้อมอาหาร หรือกินก่อนนอน และดื่มน้ำให้เพียงพอ

ผลข้างเคียงที่พบน้อยแต่ต้องเฝ้าระวัง คือการทำงานของไต (ค่า creatinine/eGFR ลดลงเล็กน้อย ส่วนใหญ่กลับเป็นปกติเมื่อหยุดยา) และความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลงเล็กน้อย ซึ่งมักไม่มีผลทางคลินิกชัดเจนในผู้ที่สุขภาพปกติ

ควรปรึกษาแพทย์ทันทีหากมีอาการเหล่านี้: ผิวหรือตาเหลือง ปัสสาวะน้อยลงมากหรือสีเข้มผิดปกติ บวมตามร่างกาย ปวดท้องรุนแรง หรือมีไข้ ผื่น ต่อมน้ำเหลืองโตหลังมีความเสี่ยง (อาจเป็นอาการของการติดเชื้อ HIV ระยะแรก)

ผลการตรวจ HIV และการติดตามเป็นประจำ

PrEP ไม่ใช่ยาที่กินแล้วไม่ต้องพบแพทย์ การติดตามสม่ำเสมอเป็นหัวใจของความปลอดภัยและประสิทธิภาพ

ก่อนเริ่มยา

  • ตรวจ HIV เพื่อยืนยันว่ายังไม่ติดเชื้อ (การเริ่ม PrEP ขณะติดเชื้ออยู่อาจทำให้ไวรัสดื้อยาได้)
  • ตรวจการทำงานของไต (creatinine/eGFR)
  • ตรวจไวรัสตับอักเสบบี เพราะยา TDF/FTC ออกฤทธิ์ต่อไวรัสตับอักเสบบีด้วย และการหยุดยากะทันหันในผู้ติดเชื้ออาจทำให้ตับอักเสบกำเริบได้
  • ตรวจการตั้งครรภ์ และคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ระหว่างใช้ยา

  • ทุก 3 เดือน: ตรวจ HIV และประเมินการกินยา ผลข้างเคียง รวมถึงปัจจัยเสี่ยง
  • ทุก 3-6 เดือน: คัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ตามความเสี่ยง
  • ทุก 6-12 เดือน: ตรวจการทำงานของไตตามคำแนะนำของแพทย์

หากผลตรวจ HIV เป็นบวกระหว่างใช้ PrEP แพทย์จะเปลี่ยนเป็นการรักษาด้วยสูตรยาต้านไวรัสเต็มรูปแบบทันที ซึ่งปัจจุบันผู้ติดเชื้อที่รักษาต่อเนื่องจนตรวจไม่พบเชื้อในเลือดสามารถมีชีวิตยืนยาวและไม่ถ่ายทอดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ (U=U)

ความเสี่ยงสูงและควรเริ่ม PrEP เมื่อไร

PrEP เหมาะกับผู้หญิงที่ยังไม่ติดเชื้อ HIV และมีความเสี่ยง เช่น

  • มีคู่นอนที่ติดเชื้อ HIV โดยเฉพาะหากยังตรวจพบไวรัสในเลือด หรือเพิ่งเริ่มรักษา
  • มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยสม่ำเสมอ กับคู่นอนที่ไม่ทราบสถานะ หรือมีคู่นอนหลายคน
  • เคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในช่วง 6-12 เดือนที่ผ่านมา
  • ทำงานบริการทางเพศ
  • ใช้สารเสพติดชนิดฉีดร่วมกับผู้อื่น หรือคู่นอนใช้สารเสพติดชนิดฉีด
  • ไม่สามารถต่อรองการใช้ถุงยางอนามัยได้ เช่น อยู่ในความสัมพันธ์ที่มีความรุนแรง

PrEP ต่างจาก PEP: หากเพิ่งมีความเสี่ยงสูง เช่น ถุงยางแตก หรือถูกล่วงละเมิดทางเพศ ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อรับ PEP ภายใน 72 ชั่วโมง (ยิ่งเร็วยิ่งดี) หลังจากนั้นแพทย์จะประเมินว่าควรเริ่ม PrEP ต่อหรือไม่

สำหรับคนไทย สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ครอบคลุมบริการ PrEP ในสถานพยาบาลที่ร่วมโครงการ รายละเอียดอาจเปลี่ยนแปลงได้ จึงควรสอบถามสถานพยาบาลก่อนรับบริการ

คำถามที่พบบ่อย

PrEP ปลอดภัยสำหรับการใช้ระยะยาวหรือไม่

จากข้อมูลการใช้จริงทั่วโลกกว่าสิบปี PrEP ถือว่าปลอดภัยเมื่อมีการติดตามผลเลือดสม่ำเสมอ

กิน PrEP แล้วต้องใช้ถุงยางอนามัยหรือไม่

PrEP ป้องกัน HIV ได้ แต่ไม่ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นหรือการตั้งครรภ์ การใช้ร่วมกับถุงยางอนามัยจึงให้การป้องกันที่ครอบคลุมกว่า

ดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างกิน PrEP ได้หรือไม่

ไม่มีข้อห้ามโดยตรง แต่การดื่มหนักอาจทำให้ลืมกินยา และเพิ่มภาระต่อตับและไต

เริ่มต้นดูแลตัวเองอย่างปลอดภัยกับรู้ก่อนดี

การตัดสินใจเริ่ม PrEP เป็นการดูแลสุขภาพเชิงรุกที่ควรได้รับคำปรึกษาจากบุคลากรทางการแพทย์ ข้อมูลของคุณเป็นความลับ และไม่มีการตัดสินใด ๆ ทีมของเราร่วมกับโรงพยาบาลพันธมิตรในสมุทรสาครพร้อมให้คำปรึกษา ประเมินความเสี่ยง ตรวจเลือด และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง

ติดต่อสอบถามหรือนัดหมายได้ที่ LINE @roogondee หรือเยี่ยมชม roogondee.com

แหล่งอ้างอิง

  • CDC. Preexposure Prophylaxis for the Prevention of HIV Infection in the United States – Clinical Practice Guideline
  • WHO. Guidelines on long-acting injectable cabotegravir for HIV prevention (2022) และ WHO Consolidated guidelines on HIV
  • Delany-Moretlwe S, et al. HPTN 084, Lancet 2022
  • Baeten JM, et al. Partners PrEP Study, N Engl J Med 2012
  • Marrazzo JM, et al. VOICE Study, N Engl J Med 2015
  • Bekker LG, et al. PURPOSE 1 Trial, N Engl J Med 2024

บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่สามารถทดแทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้