โรคไตเรื้อรัง (CKD) คืออะไร? เช็กสัญญาณเตือนก่อนสาย
โรคไตเรื้อรัง หรือ Chronic Kidney Disease (CKD) เป็นภาวะที่ไตทำงานลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปเป็นเวลานาน โดยส่วนใหญ่ไม่มีอาการชัดเจนในช่วงแรก ทำให้หลายคนพบว่าเป็นโรคนี้เมื่อเข้าสู่ระยะต่อมแล้ว ตามสถิติประจำปี พบว่าผู้ป่วย CKD ในประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีโรคประจำตัวเช่นเบาหวาน และความดันโลหิตสูง บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจ CKD มากขึ้น รู้จักสัญญาณเตือน และวิธีการดูแลตนเองอย่างถูกต้อง
โรคไตเรื้อรังมี 5 ระดับ คุณอยู่ระดับไหน?
การแบ่งระดับความรุนแรงของ CKD ขึ้นอยู่กับค่า eGFR (Estimated Glomerular Filtration Rate) ซึ่งแสดงถึงประสิทธิภาพในการกรองของไต ค่า eGFR วัดได้จากการคำนวณความเข้มข้นของ creatinine ในเลือด นอกจากนี้ยังพิจารณาปัญหาของไตจากปัสสาวะด้วย
- ระดับ 1: eGFR ≥ 90 มล./นาที เป็นช่วงแรกที่ไตยังทำงานปกติ แต่มีสัญญาณบ่งชี้โรคไต เช่น พบโปรตีนในปัสสาวะ
- ระดับ 2: eGFR 60-89 มล./นาที ไตเริ่มมีการลดลง 30-40% แต่ยังไม่มีอาการที่ชัดเจน
- ระดับ 3a: eGFR 45-59 มล./นาที ไตลดลง 40-55% อาจเริ่มมีอาการบางอย่าง
- ระดับ 3b: eGFR 30-44 มล./นาที ไตลดลง 55-70% อาการเริ่มเห็นชัดขึ้น
- ระดับ 4: eGFR 15-29 มล./นาที ไตลดลง 70-85% ต้องเตรียมตัวสำหรับการบำบัดรักษา
- ระดับ 5: eGFR <15 มล./นาที ไตล้มเหลว ต้องการการล้างไตหรือปลูกไต
สัญญาณเตือนที่มักมองข้าม ระวังให้ดี!
ในช่วงแรกของ CKD โดยเฉพาะระดับ 1-2 อาการไม่ชัดเจน ผู้ป่วยจึงมักละเลย อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณบางประการที่ควรให้ความสำคัญ
บวมน้ำ เป็นหนึ่งในสัญญาณที่เห็นได้ชัด โดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในบริเวณน้อยตาบริเวณใต้ขา และเท้า ทำให้เกิดความรู้สึกหนัก ในบางกรณีบวมอาจเกิดขึ้นบริเวณใบหน้า บวมน้ำเกิดจากไตไม่สามารถเบิ่งโปรตีนคืนเข้าไปในเลือด ทำให้น้ำออกนอกหลอดเลือด
ปัสสาวะเป็นฟอง บ่งชี้ว่ามีโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ เมื่อพบสัญญาณนี้ควรไปพบแพทย์ตรวจสอบทันที นอกจากนี้ ปัสสาวะมีสีเข้มผิดปกติ หรือ ปัสสาวะมีกลิ่นแปลก ก็เป็นสัญญาณที่ต้องสังเกต
ปัสสาวะกลางคืนบ่อยครั้ง เป็นสัญญาณที่หลายคนมองข้าม มักคิดว่าเป็นเพราะดื่มน้ำมากเกินไป หรือเพราะแก่ลง อย่างไรก็ตาม ถ้าเดิมไม่เป็นเช่นนี้ แล้วเพิ่มขึ้นมาก้กอนนี้ ควรตรวจสอบ การปัสสาวะบ่อยครั้งในตอนกลางคืนแสดงว่าไตไม่สามารถเข้มข้นปัสสาวะได้ดี
อาการอื่น ๆ เช่น อ่อนเพลีย ง่วงนอน (เกิดจากสารพิษสะสมในร่างกาย) ปวดหลัง และ คลื่นไส้ อาเจียน ก็อาจเกิดขึ้นได้ในระยะหลัง
การตรวจวินิจฉัย CKD: eGFR และ Creatinine
การวินิจฉัย CKD ไม่ยุ่งยากเหมือนที่คิด เพียงแค่ตรวจเลือดและปัสสาวะอย่างธรรมดาก็เพียงพอ
ค่า Creatinine เป็นสารที่เกิดจากการสลายตัวของกล้ามเนื้อ ไตปกติจะกรองสารนี้ออกมาทางปัสสาวะ เมื่อไตทำงานไม่ดี creatinine จะสะสมในเลือด ค่าปกติอยู่ที่ 0.7-1.3 มก./ดล. สำหรับผู้ชาย และ 0.5-1.0 มก./ดล. สำหรับผู้หญิง
ค่า eGFR คำนวณจากค่า creatinine ร่วมกับอายุ เพศ และเชื้อชาติ ค่านี้บ่งชี้ความสามารถในการกรองของไตได้ดีขึ้น ค่าปกติคือ ≥90 มล./นาที ถ้าต่ำกว่านั้นแสดงว่ามีปัญหา
นอกจากนี้ การตรวจปัสสาวะ มีความสำคัญ เพื่อดูว่ามีโปรตีน หรือพบเม็ดเลือดแดงหรือไม่ การตรวจอัลบูมิน ในปัสสาวะ (Albumin to Creatinine Ratio - ACR) ยังช่วยตรวจจับโรคไตในระยะแรกได้ดี
ปัจจัยเสี่ยง: ใครควรระวังมากที่สุด?
คนบางกลุ่มมีความเสี่ยงต่อการเป็น CKD สูงกว่ากลุ่มอื่น
โรคเบาหวาน เป็นสาเหตุนำของ CKD ประมาณ 30-40% ของผู้ป่วย CKD มีประวัติเบาหวาน ลำดับที่สองคือ ความดันโลหิตสูง ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 25-30%
กลุ่มอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่บริโภค ยาแก้ปวด (NSAIDs) อย่างสม่ำเสมอ ผู้มีสติบุคคลในครอบครัว (พันธุกรรม) ผู้บริโภคเกลือและน้ำตาลสูง และผู้สูบบุหรี่
การชะลอการเสื่อมของไต: ทำได้อย่างไร?
ข่าวดีคือ CKD สามารถชะลอความเสื่อมได้หากตรวจพบและดูแลอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ
ควบคุมระดับน้ำตาล ผู้ป่วยเบาหวานต้องรักษาให้ HbA1c อยู่ที่ต่ำกว่า 7% ควบคุมความดันโลหิต ให้อยู่ที่ต่ำกว่า 130/80 มมปรอท ลดการบริโภคเกลือ ให้น้อยกว่า 5 กรัมต่อวัน และ ลดการบริโภคโปรตีน ให้เหมาะสม (ไม่เกิน 1-1.2 กรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว)
ยา ACE Inhibitor หรือ ARB ช่วยรักษาไตได้ดี โดยช่วยลดแรงดันในหลอดเลือดของไต การออกกำลังกาย บำรุงรักษาน้ำหนักที่เหมาะสม เลิกสูบบุหรี่ และการดื่มน้ำให้เพียงพอก็มีส่วนสำคัญ
สำคัญที่สุดคือการตรวจสอบสม่ำเสมอ เพื่อติดตามอัตราการเสื่อมของไต หากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรตรวจเลือดและปัสสาวะอย่างน้อยปีละครั้ง
สรุป: อย่ารอให้สาย
โรคไตเรื้อรังเป็นโรคที่ "ค่อยเป็นค่อยไป" หากพบในระยะแรก สามารถชะลอความเสื่อมและสามารถใช้ชีวิตได้ปกติต่อไป แต่ถ้ารอจนเข้าสู่ระยะ 4-5 อาการจะรุนแรง และต้องอาศัยการล้างไตหรือปลูกไตจึงจะมีชีวิต
หากคุณพบอาการข้างต้น หรือมีปัจจัยเสี่ยง ต้องไปพบแพทย์ตรวจสอบโดยเร็ว การตรวจอย่างง่าย ไม่ต้องเจ็บปวด และจะช่วยให้คุณรู้สถานะของตนเองได้
ติดต่อ W Medical Hospital สมุทรสาคร หรือเข้า LINE @roogondee เพื่อปรึกษาและรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ยังสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ roogondee.com



