CKD ระยะไหน ต้องฟอกไต? ทำความเข้าใจขั้นตอนไตวายก่อนสายเกินไป
หลายคนได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น โรคไตเรื้อรัง (CKD: Chronic Kidney Disease) แล้วเกิดคำถามขึ้นมาทันทีว่า "แบบนี้จะต้องฟอกไตไหม?" หรือ "ไตเราเสื่อมไปมากแค่ไหนแล้ว?" ความจริงคือ CKD ไม่ได้กระโดดไปสู่การฟอกไตทันที แต่มีกระบวนการเปลี่ยนแปลงเป็นลำดับขั้นที่สามารถติดตามและชะลอได้ หากเข้าใจตัวเลขและอาการให้ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ
CKD คืออะไร และวัดได้จากอะไร?
โรคไตเรื้อรัง คือภาวะที่ไตค่อยๆ สูญเสียการทำงานไปอย่างถาวรนานเกิน 3 เดือนขึ้นไป โดยตัวชี้วัดหลักที่แพทย์ใช้คือ eGFR (estimated Glomerular Filtration Rate) หรืออัตราการกรองของไตโดยประมาณ ซึ่งคำนวณจากระดับ Creatinine ในเลือดร่วมกับอายุ เพศ และน้ำหนักตัว
ยิ่ง eGFR ต่ำ ยิ่งหมายความว่าไตทำงานได้น้อยลง โดยค่าปกติในผู้ใหญ่อยู่ที่ประมาณ 90 mL/min/1.73m² ขึ้นไป และจะลดลงตามอายุตามธรรมชาติอยู่แล้วประมาณปีละ 1 หน่วย แต่ในผู้ป่วย CKD ค่านี้ลดเร็วกว่าปกติมาก
CKD ทั้ง 5 ระยะ แต่ละขั้นไตทำงานได้แค่ไหน?
องค์การ KDIGO (Kidney Disease: Improving Global Outcomes) แบ่ง CKD ระยะ ออกเป็น 5 ระยะตามค่า eGFR ดังนี้
ระยะที่ 1 — eGFR ≥ 90 mL/min
ไตยังทำงานได้ปกติหรือเกือบปกติ แต่มีหลักฐานความเสียหายของไต เช่น มีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ หรือผิดปกติทางภาพถ่ายรังสี ระยะนี้มักไม่มีอาการ จึงพบได้จากการตรวจสุขภาพประจำปีเท่านั้น
ระยะที่ 2 — eGFR 60–89 mL/min
การทำงานของไตลดลงเล็กน้อย ยังไม่มีอาการชัดเจน แต่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูงร่วมด้วย
ระยะที่ 3 — eGFR 30–59 mL/min
แบ่งออกเป็นระยะ 3A (eGFR 45–59) และ 3B (eGFR 30–44) ไตทำงานได้ลดลงปานกลาง อาจเริ่มพบภาวะแทรกซ้อน เช่น ซีด ความดันสูงขึ้น กระดูกเริ่มเปราะ เนื่องจากไตไม่สามารถสร้างฮอร์โมน EPO และ Vitamin D ได้เพียงพอ
ระยะที่ 4 — eGFR 15–29 mL/min
ไตเสื่อมรุนแรง ของเสียในเลือดสะสมมากขึ้น เริ่มมีอาการชัดเจนขึ้น เช่น อ่อนเพลีย คลื่นไส้ บวมที่ขา และควรเริ่มเตรียมพร้อมสำหรับการบำบัดทดแทนไตในอนาคต ระยะนี้คือจุดที่แพทย์จะเริ่มพูดถึงทางเลือกในการฟอกไต
ระยะที่ 5 — eGFR < 15 mL/min (ไตวายระยะสุดท้าย)
ไตสูญเสียการทำงานไปเกือบทั้งหมด ของเสียในเลือดสูงมาก จำเป็นต้องได้รับ การบำบัดทดแทนไต (Renal Replacement Therapy) เพื่อดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการฟอกเลือด การล้างไตทางช่องท้อง หรือการปลูกถ่ายไต
เมื่อไหร่ถึงต้องเริ่มฟอกไต?
คำถามนี้ไม่มีคำตอบเดียว เพราะการตัดสินใจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่ตัวเลข eGFR เพียงอย่างเดียว แนวทางปฏิบัติปัจจุบันระบุว่าควรพิจารณาเริ่มบำบัดทดแทนไต เมื่อ eGFR ต่ำกว่า 15 ร่วมกับอาการอย่างน้อยหนึ่งอย่างต่อไปนี้
- มีของเสียในเลือดสูงผิดปกติ (Uremia) ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหารรุนแรง
- ภาวะน้ำเกินรุนแรง บวมทั้งตัว น้ำท่วมปอด หายใจลำบาก
- โพแทสเซียมในเลือดสูงอันตราย (Hyperkalemia) ซึ่งอาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ
- ภาวะกรดในเลือดรุนแรงที่ควบคุมไม่ได้
- สภาพโภชนาการเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว น้ำหนักลดมาก
โดยทั่วไปแพทย์จะเริ่มเตรียมผู้ป่วยตั้งแต่ ระยะที่ 4 เพื่อวางแผนเส้นทางการรักษา เลือกวิธีการบำบัดทดแทนไตที่เหมาะสม และเตรียมหลอดเลือดหรือสายสวนสำหรับการฟอกไตไว้ล่วงหน้า
อาการเตือนว่าไตเสื่อมลงเร็วกว่าปกติ
นอกจากติดตาม eGFR สม่ำเสมอแล้ว ควรสังเกตสัญญาณเตือนเหล่านี้ หากพบควรรีบพบแพทย์โดยไม่รอนัด
- ปัสสาวะเปลี่ยนไป — ปัสสาวะเป็นฟองมาก ปัสสาวะน้อยลงผิดปกติ หรือมีสีน้ำตาลแดง
- บวมโดยไม่ทราบสาเหตุ — บวมที่ข้อเท้า เท้า หรือรอบดวงตาตอนเช้า
- ความดันโลหิตควบคุมยากขึ้น — ยาเดิมใช้ไม่ได้ผลเท่าเดิม ต้องเพิ่มขนาดยา
- อ่อนเพลีย ซีด หายใจเหนื่อยง่าย — สัญญาณของภาวะซีดจากไตเสื่อม
- คลื่นไส้ เบื่ออาหาร คันตามผิวหนัง — ของเสียสะสมในเลือดมากขึ้น
- สมาธิสั้น สับสน มึนงง — สัญญาณขั้นรุนแรงที่ต้องรีบรักษาทันที
วิธีชะลอการสูญเสียการทำงานของไต
งานวิจัยพบว่าการดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมสามารถชะลอการเสื่อมของไตได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในระยะ 1–3 โดยแนวทางที่มีหลักฐานรองรับชัดเจนได้แก่
- ควบคุมความดันโลหิตให้ต่ำกว่า 130/80 mmHg — ความดันสูงเป็นตัวเร่งการทำลายไตโดยตรง
- ควบคุมน้ำตาลในเลือดอย่างเข้มงวด — ในผู้ป่วยเบาหวาน HbA1c ควรต่ำกว่า 7%
- รับประทานอาหารโปรตีนต่ำ — ลดภาระในการกรองของไต ควรปรึกษานักโภชนาการ
- จำกัดเกลือและโพแทสเซียม — ลดโซเดียมเหลือ 2,000 มก./วัน หรือน้อยกว่า
- หลีกเลี่ยงยาที่ทำลายไต — โดยเฉพาะยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs, ยาสมุนไพรที่ไม่ผ่าน อย.
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ — ช่วยลดน้ำหนัก ลดความดัน และควบคุมน้ำตาล
- หยุดสูบบุหรี่ — สารนิโคตินทำให้หลอดเลือดในไตหดตัว เร่งการเสื่อมของไต
การปรึกษาแพทย์และติดตามตัวเลข Creatinine อย่างสม่ำเสมอ
การติดตาม Creatinine และ eGFR สม่ำเสมอคือหัวใจสำคัญของการดูแล CKD ผู้ป่วยในระยะ 1–2 ควรตรวจทุก 6–12 เดือน ระยะ 3 ทุก 3–6 เดือน และระยะ 4–5 ทุก 1–3 เดือน นอกจากนี้ยังควรตรวจ ระดับโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส ฮีโมโกลบิน และความดันโลหิต ควบคู่กันไปด้วย
อย่าลืมแจ้งยาและอาหารเสริมทุกชนิดที่รับประทานให้แพทย์ทราบ เพราะบางอย่างสามารถทำให้ค่า Creatinine พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว และหากพบว่าค่า eGFR ลดลงมากกว่า 5 หน่วยต่อปี ถือว่าเสื่อมเร็วกว่าปกติ ควรปรึกษาอายุรแพทย์โรคไต (Nephrologist) โดยเร็ว
การรู้ว่าตัวเองอยู่ในระยะไหนไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นโอกาสในการดูแลตัวเองให้ถูกจุดก่อนที่จะต้องพึ่งเครื่องฟอกไต เพราะ CKD ที่ถูกดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถอยู่กับไตที่ดีขึ้นได้อีกนาน
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้ที่ รู้ก่อนดี
หากคุณมีคำถามเกี่ยวกับค่า Creatinine ค่า eGFR หรือต้องการคำแนะนำเรื่อง CKD ระยะ ฟอกไต และการชะลอไตวาย ทีมพยาบาลและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมให้คำปรึกษาทุกวัน
- 💬 LINE: @roogondee — ส่งข้อความหาเราได้เลย ไม่มีค่าใช้จ่ายในการสอบถาม
- 🌐 roogondee.com — อ่านบทความสุขภาพเพิ่มเติม และค้นหาโรงพยาบาลพันธมิตรในสมุทรสาครที่พร้อมดูแลคุณ
รู้ก่อน ดูแลได้ก่อน ก่อนที่ไตจะบอกลา



