โรคไตเรื้อรัง CKD คืออะไร สาเหตุ และวิธีป้องกันที่ต้องรู้

หลายคนอาจไม่รู้ว่าตัวเองกำลังมีปัญหาไต เพราะ โรคไตเรื้อรัง CKD มักแอบแฝงอยู่อย่างเงียบ ๆ โดยไม่แสดงอาการในระยะแรก กว่าจะรู้ตัวก็อาจสายเกินไป ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าโรคไตเรื้อรังส่งผลกระทบต่อประชากรโลกกว่า 800 ล้านคน และในประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังมากกว่า 8 ล้านคน หรือประมาณ 17% ของประชากร ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าตกใจมาก

บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจ CKD ตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งความหมาย สาเหตุ อาการเตือน การตรวจคัดกรอง และวิธีป้องกันที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน

โรคไตเรื้อรัง CKD คืออะไร?

โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease หรือ CKD) คือภาวะที่ไตสูญเสียการทำงานอย่างค่อยเป็นค่อยไปและต่อเนื่องนานกว่า 3 เดือน โดยไตทำหน้าที่หลักในการกรองของเสียออกจากเลือด ควบคุมความดันโลหิต สร้างฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง และรักษาสมดุลเกลือแร่ในร่างกาย เมื่อไตเสื่อมลง ระบบเหล่านี้จึงพังพร้อมกัน

5 ระดับความรุนแรงของโรคไตเรื้อรัง

แพทย์แบ่งความรุนแรงของ CKD ออกเป็น 5 ระดับ โดยอ้างอิงจากค่า eGFR (Estimated Glomerular Filtration Rate) หรืออัตราการกรองของไต ดังนี้

  • ระดับ 1 (eGFR ≥ 90): ไตยังทำงานได้ปกติหรือเกือบปกติ แต่อาจมีความผิดปกติของโปรตีนในปัสสาวะ
  • ระดับ 2 (eGFR 60–89): การทำงานของไตลดลงเล็กน้อย มักยังไม่มีอาการ
  • ระดับ 3 (eGFR 30–59): การทำงานของไตลดลงปานกลาง เริ่มมีของเสียสะสมในเลือด
  • ระดับ 4 (eGFR 15–29): การทำงานของไตลดลงมาก ต้องเตรียมพร้อมรับการบำบัดทดแทนไต
  • ระดับ 5 (eGFR < 15): ไตวายระยะสุดท้าย ต้องฟอกไตหรือเปลี่ยนไต

สิ่งที่น่ากังวลคือระดับ 1–2 มักไม่มีอาการใด ๆ เลย ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวจนกว่าจะเข้าสู่ระดับ 3 หรือสูงกว่านั้น

สาเหตุหลักของโรคไตเรื้อรัง

สาเหตุของ โรคไตเรื้อรัง CKD มีหลายประการ แต่สองสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในประเทศไทยและทั่วโลก ได้แก่

1. เบาหวาน

เบาหวานเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของโรคไตเรื้อรังทั่วโลก น้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังทำลายหลอดเลือดเล็ก ๆ ในไตที่เรียกว่า glomerulus ทำให้ประสิทธิภาพการกรองลดลงทีละน้อย งานวิจัยพบว่าผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลได้ไม่ดี มีความเสี่ยงเกิด CKD สูงถึง 40% ภายใน 20 ปี

2. ความดันโลหิตสูง

ความดันสูงทำให้แรงดันในหลอดเลือดของไตเพิ่มขึ้น จนทำลายผนังหลอดเลือดและเนื้อเยื่อไตอย่างถาวร ในทางกลับกัน ไตที่เสื่อมก็ยิ่งทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นไปอีก กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ทำลายกันเอง

3. สาเหตุอื่น ๆ ที่ควรรู้

  • โรคไตอักเสบ (Glomerulonephritis) จากภูมิคุ้มกันโจมตีตัวเอง
  • การใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID เป็นระยะเวลานาน เช่น ibuprofen หรือ diclofenac
  • โรคนิ่วในไต หรือการอุดตันทางเดินปัสสาวะเรื้อรัง
  • ความอ้วนและภาวะ Metabolic Syndrome
  • กรรมพันธุ์ เช่น โรค Polycystic Kidney Disease (PKD)
  • การสูบบุหรี่ ซึ่งทำลายหลอดเลือดทั่วร่างกายรวมถึงในไต

อาการเตือนที่ควรระวัง

เนื่องจากไตมีความสามารถในการชดเชยการสูญเสียการทำงานได้สูง อาการจึงมักปรากฏเมื่อไตเสื่อมไปแล้วกว่า 50% อาการที่ควรระวังมีดังนี้

  • บวมตามร่างกาย โดยเฉพาะที่หน้า ข้อเท้า และขา เนื่องจากไตไม่สามารถขับน้ำส่วนเกินออกได้
  • ปัสสาวะผิดปกติ เช่น ปัสสาวะมีฟองมาก สีเข้มขึ้น หรือมีเลือดปน
  • ปัสสาวะน้อยหรือมากผิดปกติ โดยเฉพาะตื่นมาปัสสาวะกลางดึกบ่อยครั้ง
  • อ่อนเพลียและซีดเหลือง เพราะไตผลิตฮอร์โมน erythropoietin ลดลง ทำให้เลือดจาง
  • คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร จากของเสียสะสมในเลือด
  • คันตามร่างกาย โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
  • ปวดหลังหรือสีข้าง บริเวณที่ไตตั้งอยู่
  • สมองไม่แล่น สับสน ในระยะท้ายของโรค

หากคุณมีอาการเหล่านี้ร่วมกับปัจจัยเสี่ยง เช่น เบาหวานหรือความดันสูง ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

การตรวจคัดกรอง eGFR และ Creatinine

การตรวจเลือดและปัสสาวะเป็นวิธีเดียวที่สามารถตรวจพบ CKD ได้ในระยะแรก โดยการตรวจที่สำคัญมีสองรายการหลัก

ค่า Creatinine และ eGFR

Creatinine คือของเสียที่กล้ามเนื้อสร้างขึ้นและถูกกรองออกทางไต หากไตเสื่อม ค่า creatinine ในเลือดจะสูงขึ้น แพทย์จะนำค่านี้มาคำนวณร่วมกับอายุ เพศ และเชื้อชาติ เพื่อหาค่า eGFR ซึ่งบ่งบอกถึงประสิทธิภาพการกรองของไตอย่างแม่นยำ ค่า eGFR ปกติควรอยู่ที่ มากกว่า 60 mL/min/1.73m²

การตรวจโปรตีนในปัสสาวะ (Urine Albumin-to-Creatinine Ratio)

การมี โปรตีนรั่วในปัสสาวะ เป็นสัญญาณเตือนแรกของการเสื่อมของไต แม้ว่าค่า eGFR จะยังปกติก็ตาม การตรวจ UACR จึงสำคัญมากโดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง

องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันสูง อายุมากกว่า 60 ปี หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคไต ตรวจคัดกรองทุกปี เพื่อจับโรคให้เร็วที่สุด

วิธีป้องกันโรคไตเรื้อรังในชีวิตประจำวัน

ข่าวดีคือ CKD ในหลายรายสามารถป้องกันหรือชะลอการดำเนินโรคได้ด้วยการปรับพฤติกรรม ดังนี้

  • ควบคุมน้ำตาลในเลือดอย่างเข้มงวด สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน โดยรักษาค่า HbA1c ให้ต่ำกว่า 7%
  • รักษาความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เป้าหมายอยู่ที่ต่ำกว่า 130/80 mmHg
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อย 6–8 แก้วต่อวัน เพื่อช่วยให้ไตขับของเสียได้ดี
  • ลดอาหารเค็ม ลดการบริโภคโซเดียมให้ต่ำกว่า 2,000 มก. ต่อวัน
  • หลีกเลี่ยงยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID โดยไม่จำเป็น หรือปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ต่อเนื่อง
  • เลิกสูบบุหรี่ การเลิกบุหรี่สามารถชะลอการเสื่อมของไตได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ช่วยควบคุมทั้งน้ำตาลและความดัน
  • รักษาน้ำหนักให้เหมาะสม ภาวะอ้วนเพิ่มความเสี่ยง CKD อย่างชัดเจน
  • ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อติดตามค่าไตก่อนที่จะสายเกินไป

สรุป: รู้ก่อน ดูแลได้ก่อน

โรคไตเรื้อรัง CKD เป็นโรคเงียบที่ค่อย ๆ ทำลายไตโดยไม่แสดงอาการในระยะแรก สาเหตุหลักอย่างเบาหวานและความดันสูงเป็นสิ่งที่ป้องกันและควบคุมได้ การตรวจ eGFR และโปรตีนในปัสสาวะเป็นประจำช่วยให้รู้ทันโรคได้ตั้งแต่ยังรักษาได้ผลดี และการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันสามารถลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่ารอให้ไตบอก เพราะกว่าไตจะส่งสัญญาณ มักสายเกินรักษาแล้ว

หากคุณมีความเสี่ยง หรืออยากตรวจสุขภาพไตเชิงลึก ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้เลยที่ LINE @roogondee หรือเยี่ยมชมบทความสุขภาพอีกมากมายได้ที่ roogondee.com โดยทีมแพทย์จาก W Medical Hospital สมุทรสาคร พร้อมให้คำแนะนำที่เชื่อถือได้ ไม่ตัดสิน และดูแลคุณอย่างใส่ใจ