eGFR และ Creatinine คืออะไร

ไตเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือด ปรับสมดุลน้ำและเกลือแร่ ควบคุมความดันโลหิต และกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease: CKD) มักไม่มีอาการในระยะแรก หลายคนจึงทราบเมื่อไตเสื่อมไปมากแล้ว การตรวจเลือดเพื่อดูค่า creatinine และ eGFR จึงเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยคัดกรองสุขภาพไตได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

Creatinine (ครีอะตินีน) คืออะไร

Creatinine เป็นของเสียที่เกิดจากการสลายตัวตามปกติของ creatine ในกล้ามเนื้อ ร่างกายสร้างขึ้นอย่างค่อนข้างสม่ำเสมอ และไตจะกรองออกทางปัสสาวะ เมื่อไตทำงานลดลง creatinine จะคั่งในเลือดมากขึ้น ค่าในเลือดจึงสูงขึ้น

ค่า creatinine ปกติโดยประมาณ (ต่างกันเล็กน้อยตามห้องปฏิบัติการ):

  • ผู้ชาย ประมาณ 0.7–1.3 mg/dL
  • ผู้หญิง ประมาณ 0.6–1.1 mg/dL

ข้อควรรู้คือ creatinine ขึ้นกับมวลกล้ามเนื้อด้วย ผู้ที่กล้ามเนื้อมากหรือกินเนื้อสัตว์ปริมาณมากอาจมีค่าสูงกว่าปกติโดยที่ไตไม่ได้ผิดปกติ ขณะที่ผู้สูงอายุหรือผู้ที่กล้ามเนื้อน้อยอาจมีค่าดูปกติ ทั้งที่ไตเริ่มเสื่อมแล้ว ดังนั้นการดู creatinine เพียงตัวเดียวจึงอาจไม่แม่นยำพอ

eGFR คืออะไร

eGFR (estimated Glomerular Filtration Rate) คืออัตราการกรองของไตโดยประมาณ แสดงว่าไตกรองเลือดได้กี่มิลลิลิตรต่อนาทีต่อพื้นที่ผิวร่างกาย 1.73 ตารางเมตร (mL/min/1.73 m²) ไม่ได้วัดโดยตรง แต่คำนวณจากค่า creatinine ร่วมกับ อายุ และเพศ ด้วยสูตรมาตรฐาน เช่น CKD-EPI ซึ่งแนวทาง KDIGO แนะนำให้ใช้เป็นตัวชี้วัดหลักในการประเมินการทำงานของไต

พูดง่ายๆ คือ eGFR เหมือน "เปอร์เซ็นต์การทำงานของไต" ยิ่งตัวเลขต่ำ ไตยิ่งทำงานได้น้อยลง

ค่า eGFR ปกติเท่าไหร่ แต่ละระยะหมายความว่าอย่างไร

ตามเกณฑ์ KDIGO โรคไตเรื้อรังแบ่งเป็น 5 ระยะตามค่า eGFR ดังนี้

  • ระยะ 1 (eGFR ≥ 90): การกรองปกติหรือสูง แต่อาจมีหลักฐานไตผิดปกติ เช่น พบโปรตีนรั่วในปัสสาวะ
  • ระยะ 2 (eGFR 60–89): ลดลงเล็กน้อย หากไม่มีความผิดปกติอื่นของไตร่วมด้วยอาจยังไม่ถือเป็น CKD
  • ระยะ 3a (eGFR 45–59): ลดลงเล็กน้อยถึงปานกลาง
  • ระยะ 3b (eGFR 30–44): ลดลงปานกลางถึงมาก เริ่มพบภาวะแทรกซ้อน เช่น โลหิตจาง ความดันสูง
  • ระยะ 4 (eGFR 15–29): ลดลงมาก ควรเตรียมวางแผนการรักษาทดแทนไต
  • ระยะ 5 (eGFR < 15): ไตวายระยะสุดท้าย อาจต้องล้างไตหรือปลูกถ่ายไต

การวินิจฉัย CKD ต้องพบความผิดปกติของไตหรือ eGFR < 60 ต่อเนื่องนานเกิน 3 เดือน ไม่ใช่จากการตรวจครั้งเดียว เพราะค่าอาจเปลี่ยนชั่วคราวจากภาวะขาดน้ำ การติดเชื้อ ออกกำลังกายหนัก หรือยาบางชนิด

eGFR จะลดลงตามอายุโดยธรรมชาติ ผู้สูงอายุจึงอาจมีค่าต่ำกว่าคนหนุ่มสาวได้ แต่ควรให้แพทย์ประเมินร่วมกับปัจจัยอื่นเสมอ

การตรวจอื่นที่ควรทำคู่กัน

การประเมินไตที่ครบถ้วนไม่ควรดูแค่ eGFR แนวทางสากลแนะนำให้ตรวจร่วมกับ:

  • Urine Albumin-to-Creatinine Ratio (UACR): วัดโปรตีนอัลบูมินรั่วในปัสสาวะ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนไตเสียหายที่ไวมาก ค่าปกติควรน้อยกว่า 30 mg/g
  • การตรวจปัสสาวะทั่วไป (Urinalysis): ดูเม็ดเลือดแดง โปรตีน และความผิดปกติอื่น
  • BUN: ของเสียอีกชนิดที่สะท้อนการทำงานของไต
  • อัลตราซาวด์ไต: ดูขนาด รูปร่าง นิ่ว หรือถุงน้ำในไต เมื่อแพทย์เห็นสมควร
  • Cystatin C: ใช้ในกรณีที่ creatinine อาจคลาดเคลื่อน เช่น ผู้ที่มีกล้ามเนื้อมากหรือน้อยผิดปกติ

วิธีอ่านผลตรวจและสัญญาณเตือนโรคไตเรื้อรัง

เมื่อได้รับผลตรวจ ให้ดูสามส่วนหลักคือ ค่า creatinine ค่า eGFR และผลโปรตีนในปัสสาวะ หาก eGFR ต่ำกว่า 60 หรือพบโปรตีนรั่ว ควรตรวจซ้ำและปรึกษาแพทย์ ไม่ควรตกใจหรือเพิกเฉย เพราะหากพบเร็ว การดูแลที่เหมาะสมสามารถชะลอการเสื่อมของไตได้มาก

ในระยะแรกมักไม่มีอาการ แต่เมื่อไตเสื่อมมากขึ้นอาจพบสัญญาณเตือน เช่น

  • บวมที่เท้า ข้อเท้า หรือรอบดวงตา
  • ปัสสาวะเป็นฟอง ปัสสาวะสีเข้ม หรือมีเลือดปน
  • ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน หรือปัสสาวะน้อยลง
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ซีด
  • คลื่นไส้ เบื่ออาหาร คันตามตัว
  • ความดันโลหิตสูงควบคุมยาก

หากมีอาการเหล่านี้ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจประเมิน ไม่ควรรอจนอาการรุนแรง

กลุ่มเสี่ยงและความถี่ในการตรวจ

กลุ่มที่ควรตรวจสุขภาพไตเป็นประจำ ได้แก่

  • ผู้ป่วย เบาหวาน ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของโรคไตเรื้อรัง
  • ผู้ป่วย ความดันโลหิตสูง
  • ผู้ที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ผู้มีประวัติครอบครัวเป็นโรคไต
  • ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีโรคอ้วน
  • ผู้ที่ใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือใช้ยาสมุนไพรที่ไม่ทราบส่วนผสม
  • ผู้ที่เคยมีนิ่วในไตหรือติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำบ่อย

แนวทางความถี่โดยทั่วไป:

  • ผู้ป่วยเบาหวาน: ตรวจ eGFR และ UACR อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หากพบความผิดปกติแพทย์อาจนัดถี่ขึ้น
  • ผู้ป่วยความดันสูง: ตรวจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  • ผู้ที่เป็น CKD แล้ว: ความถี่ขึ้นกับระยะ ตั้งแต่ปีละ 1–2 ครั้งจนถึงทุก 1–3 เดือนในระยะท้าย ตามคำแนะนำแพทย์
  • ประชากรทั่วไปที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง: ตรวจร่วมกับการตรวจสุขภาพประจำปี

ดูแลไตอย่างไรให้ห่างไกลโรคไตเรื้อรัง

  • ควบคุมระดับน้ำตาลและความดันโลหิตให้อยู่ในเป้าหมาย
  • ลดอาหารเค็ม โซเดียมไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ เว้นแต่แพทย์จำกัดน้ำ
  • หลีกเลี่ยงการซื้อยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs หรือยาชุด ยาลูกกลอน มารับประทานเอง
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนัก และงดสูบบุหรี่
  • ตรวจสุขภาพประจำปีและติดตามผลตามนัด

สำหรับผู้ที่เป็น CKD แล้ว ควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการเรื่องการจำกัดโปรตีน โพแทสเซียม และฟอสฟอรัสตามระยะของโรค เพราะแต่ละคนมีความต้องการต่างกัน

สรุป

Creatinine และ eGFR คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยบอกว่าไตยังทำงานดีหรือไม่ โดย eGFR เป็นตัวเลขที่แปลผลได้ง่ายกว่า เพราะคำนวณรวมอายุและเพศแล้ว หากตรวจร่วมกับโปรตีนในปัสสาวะจะยิ่งแม่นยำ การตรวจเป็นประจำโดยเฉพาะในผู้ที่เป็นเบาหวานและความดันสูง ช่วยให้พบโรคไตในระยะที่ยังรักษาและชะลอความเสื่อมได้ดี

บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการให้ความรู้ ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้

ปรึกษาทีมแพทย์ รู้ก่อนดี

หากคุณหรือคนในครอบครัวอยู่ในกลุ่มเสี่ยง หรือต้องการความช่วยเหลือในการแปลผลตรวจไต ทีมงาน รู้ก่อนดี โดยบริษัท เจียรักษา จำกัด ร่วมกับโรงพยาบาลพันธมิตรในสมุทรสาคร พร้อมให้คำปรึกษาอย่างเป็นกันเอง ไม่ตัดสิน และรักษาความเป็นส่วนตัว

ติดต่อเราได้ทาง LINE @roogondee หรือเยี่ยมชม roogondee.com เพื่อนัดหมายตรวจสุขภาพไตและรับคำแนะนำที่เหมาะกับคุณ