เมื่อเปิดผลตรวจเลือดแล้วเห็นค่า creatinine สูง หลายคนกังวลทันทีว่า "ไตเสื่อมแล้วหรือเปล่า" ความจริงคือค่า creatinine ที่สูงขึ้นไม่ได้แปลว่าไตเสื่อมเสมอไป และต้องแปลผลร่วมกับค่าอื่น โดยเฉพาะ eGFR บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจและบอกขั้นตอนที่ควรทำต่อ
Creatinine คืออะไร
Creatinine คือของเสียที่เกิดจากการสลายตัวตามธรรมชาติของ creatine ในกล้ามเนื้อ ร่างกายสร้างอย่างสม่ำเสมอ แล้วไตจะกรองออกทางปัสสาวะ ถ้าไตกรองได้น้อยลง creatinine จะคั่งในเลือดและมีค่าสูงขึ้น จึงใช้เป็นตัวชี้วัดหน้าที่ไตทางอ้อม
ค่าอ้างอิงโดยทั่วไป (แต่ละห้องปฏิบัติการอาจต่างกันเล็กน้อย):
- ผู้ชาย ประมาณ 0.7–1.3 mg/dL
- ผู้หญิง ประมาณ 0.6–1.1 mg/dL
Creatinine สูง ไม่เท่ากับไตเสื่อมเสมอไป
ค่า creatinine ได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัยที่ไม่เกี่ยวกับโรคไต เช่น
- มวลกล้ามเนื้อมาก นักกีฬาหรือผู้ที่เล่นเวทหนักมักมี creatinine สูงกว่าคนทั่วไป
- อาหารเสริม creatine และการกินเนื้อสัตว์ปริมาณมากก่อนเจาะเลือด
- ภาวะขาดน้ำ จากท้องเสีย อาเจียน เหงื่อออกมาก หรือดื่มน้ำน้อย
- การออกกำลังกายหนักก่อนเจาะเลือด
- ยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs, ยาปฏิชีวนะบางตัว, cimetidine ซึ่งอาจเพิ่มค่า creatinine หรือกระทบการทำงานของไตได้
ในทางกลับกัน ผู้สูงอายุหรือผู้ที่กล้ามเนื้อน้อยอาจมีไตเสื่อมไปแล้วทั้งที่ creatinine ยังดูอยู่ในเกณฑ์ปกติ เพราะร่างกายสร้าง creatinine ได้น้อยตั้งแต่แรก ค่า creatinine เพียงตัวเดียวจึงไม่พอสำหรับการวินิจฉัย
ต้องดู eGFR ด้วย
eGFR (estimated Glomerular Filtration Rate) คืออัตราการกรองของไตโดยประมาณ คำนวณจากค่า creatinine ร่วมกับอายุและเพศ (แนวทางปัจจุบันนิยมสูตร CKD-EPI 2021) ทำให้สะท้อนการทำงานของไตได้ดีกว่าดูค่า creatinine เดี่ยว ๆ
ตามแนวทาง KDIGO การแบ่งระยะโรคไตเรื้อรัง (CKD) ตามค่า eGFR เป็นดังนี้:
- ระยะ G1: eGFR ≥ 90 (ปกติ แต่อาจมีความผิดปกติของไตอื่น เช่น ตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะ)
- ระยะ G2: 60–89 (ลดลงเล็กน้อย)
- ระยะ G3a: 45–59 และ G3b: 30–44 (ลดลงปานกลาง)
- ระยะ G4: 15–29 (ลดลงมาก)
- ระยะ G5: ต่ำกว่า 15 (ไตวายระยะสุดท้าย)
การวินิจฉัย CKD ต้องพบความผิดปกตินานเกิน 3 เดือน ถ้า creatinine พุ่งสูงชั่วคราวจากการขาดน้ำหรือการติดเชื้อ อาจเป็นภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลัน (AKI) ซึ่งมักกลับเป็นปกติได้เมื่อแก้สาเหตุทัน
อาการที่อาจพบ และข้อควรระวัง
ต้องบอกตรง ๆ ว่า โรคไตระยะแรกมักไม่มีอาการ หลายคนมารู้ตัวตอนไตเสื่อมไปมากแล้ว อาการต่อไปนี้ไม่เฉพาะเจาะจง จึงใช้วินิจฉัยด้วยตัวเองไม่ได้ แต่ควรสังเกตไว้:
- เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย จากภาวะโลหิตจางหรือของเสียคั่ง (แต่พบได้จากหลายสาเหตุ เช่น นอนไม่พอ ไทรอยด์ผิดปกติ)
- ปัสสาวะผิดปกติ เช่น เป็นฟองมาก (อาจมีโปรตีนรั่ว) สีเข้มมาก สีแดงหรือสีน้ำล้างเนื้อ ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน หรือปัสสาวะน้อยลง
- บวม ที่เปลือกตา หน้าเท้า หรือขา
- คลื่นไส้ เบื่ออาหาร คันตามตัว ในระยะที่ไตเสื่อมมากแล้ว
อาการเหล่านี้ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นโรคไต และการไม่มีอาการก็ไม่ได้แปลว่าไตปกติ การตรวจเลือดและปัสสาวะจึงแม่นยำกว่าการสังเกตอาการ
ดื่มแอลกอฮอล์หนักกับไต
การดื่มหนักหรือดื่มหนักเป็นครั้งคราว (binge drinking) อาจทำให้ creatinine สูงชั่วคราวได้หลายทาง เช่น ทำให้ขาดน้ำ ทำให้กล้ามเนื้อสลายตัว (rhabdomyolysis) ในบางราย หรือส่งผลต่อตับและความดันโลหิต ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับสุขภาพไต หากเพิ่งดื่มหนักก่อนเจาะเลือด ควรแจ้งแพทย์และอาจต้องตรวจซ้ำ ส่วนการดื่มหนักต่อเนื่องระยะยาวเพิ่มความเสี่ยงโรคไตเรื้อรังผ่านโรคความดันสูงและโรคตับ
ใครเสี่ยงโรคไตเรื้อรัง
งานวิจัยในประเทศไทย (Thai SEEK) พบความชุกของ CKD ประมาณ 1 ใน 6 ของประชากรผู้ใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนเองเป็น กลุ่มเสี่ยงสูงได้แก่
- ผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง
- อายุมากกว่า 60 ปี
- มีประวัติครอบครัวเป็นโรคไต
- เคยมีนิ่วในไตหรือติดเชื้อทางเดินปัสสาวะบ่อย
- ใช้ยาแก้ปวด NSAIDs หรือสมุนไพรที่ไม่ทราบส่วนประกอบเป็นประจำ
- อ้วน สูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์หนัก
ถ้า creatinine สูง ควรทำอย่างไร
1. อย่าตกใจ และอย่าวินิจฉัยตัวเอง
ค่าที่สูงครั้งเดียวยังสรุปไม่ได้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อแปลผลร่วมกับประวัติและยาที่ใช้
2. เตรียมตัวก่อนตรวจซ้ำ
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ
- งดออกกำลังกายหนักและแอลกอฮอล์ 24–48 ชั่วโมงก่อนเจาะ
- งดอาหารเสริม creatine และหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ปริมาณมากในมื้อก่อนตรวจ
- แจ้งแพทย์เรื่องยาและสมุนไพรที่ใช้อยู่
3. ตรวจเพิ่มเติมตามที่แพทย์แนะนำ
- eGFR เพื่อประเมินการกรองของไต
- UACR (อัตราส่วนอัลบูมินต่อ creatinine ในปัสสาวะ) เพื่อตรวจโปรตีนรั่ว ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญของไตเสียหาย
- ตรวจปัสสาวะ (urinalysis) และอัลตราซาวด์ไตหากจำเป็น
- ค่าน้ำตาลและความดันโลหิต เพื่อหาสาเหตุสำคัญของโรคไต
- อาจพิจารณา Cystatin C ในรายที่ creatinine แปลผลยาก เช่น กล้ามเนื้อมากหรือน้อยผิดปกติ
4. ดูแลไตในชีวิตประจำวัน
- ควบคุมเบาหวานและความดันโลหิตตามเป้าหมาย
- ลดเค็ม ลดอาหารแปรรูป
- หลีกเลี่ยงยา NSAIDs และสมุนไพรที่ไม่ทราบที่มา
- ไม่สูบบุหรี่ ลดแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ไม่ต้องจำกัดน้ำเองโดยไม่จำเป็น เว้นแต่แพทย์สั่งเฉพาะราย
พบแพทย์ด่วนเมื่อใด
ควรรีบพบแพทย์หากมีปัสสาวะออกน้อยมากหรือไม่ออก บวมเร็ว หอบเหนื่อย สับสน หรือปัสสาวะเป็นเลือด โดยเฉพาะผู้ที่มีค่า creatinine สูงขึ้นเร็วจากการตรวจครั้งก่อน
สรุป
ค่า creatinine สูงเป็นสัญญาณให้ตรวจต่อ ไม่ใช่คำตัดสินว่าไตเสื่อม สิ่งสำคัญคือดู eGFR ตรวจโปรตีนในปัสสาวะ และติดตามผลต่อเนื่องเกิน 3 เดือนเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ถูกต้อง การพบความผิดปกติได้เร็วช่วยชะลอการเสื่อมของไตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อมูลในบทความนี้เพื่อการให้ความรู้ ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์
ตรวจไตต่อกับ รู้ก่อนดี
หากคุณมีผลตรวจ creatinine สูง หรือเป็นกลุ่มเสี่ยงโรคไต เรามีทีมแพทย์และโรงพยาบาลพันธมิตรในสมุทรสาครพร้อมให้คำปรึกษา ตรวจ eGFR, UACR และวางแผนติดตามอย่างเหมาะสม ไม่ตัดสิน และรักษาความเป็นส่วนตัว
ติดต่อเราทาง LINE: @roogondee หรือเยี่ยมชม roogondee.com เพื่อนัดหมายตรวจไตวันนี้