HPV วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ควรฉีดตอนไหน ได้ผลจริงไหม
มะเร็งปากมดลูกเป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิงไทย และสิ่งที่น่ายินดีคือ มะเร็งชนิดนี้สามารถป้องกันได้ ด้วยวัคซีน HPV ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ฉีดเป็นวาระสำคัญของการสาธารณสุขทั่วโลก บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่ต้นทางว่า HPV คืออะไร วัคซีนทำงานอย่างไร ควรฉีดเมื่ออายุเท่าไหร่ และจะดูแลตัวเองให้ครบถ้วนได้อย่างไร
HPV คืออะไร และเชื่อมโยงกับมะเร็งปากมดลูกอย่างไร
HPV (Human Papillomavirus) หรือเชื้อไวรัสฮิวแมนแพพพิลโลมา คือกลุ่มไวรัสที่ติดต่อผ่านการสัมผัสทางผิวหนังและทางเพศสัมพันธ์ มีมากกว่า 200 สายพันธุ์ โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่คือ
- กลุ่มความเสี่ยงต่ำ เช่น สายพันธุ์ 6 และ 11 ซึ่งมักก่อให้เกิดหูดหงอนไก่บริเวณอวัยวะเพศ
- กลุ่มความเสี่ยงสูง เช่น สายพันธุ์ 16 และ 18 ซึ่งเป็นตัวการหลักของมะเร็งปากมดลูก คิดเป็นสัดส่วนกว่า 70% ของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกทั้งหมด
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน The Lancet Oncology ยืนยันว่าเกือบ 99% ของมะเร็งปากมดลูกมีความเชื่อมโยงกับการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ความเสี่ยงสูง ทั้งนี้ในหลายกรณีร่างกายสามารถกำจัดเชื้อ HPV ได้เองภายใน 1-2 ปี แต่หากเชื้อยังคงอยู่นานกว่านั้น อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ปากมดลูกและพัฒนาเป็นมะเร็งในที่สุด
สิ่งที่ควรเข้าใจคือ การติดเชื้อ HPV ไม่ได้เกิดเฉพาะในกลุ่มที่มีคู่นอนหลายคน แม้แต่การมีคู่นอนเพียงคนเดียวก็มีความเสี่ยงได้ เพราะ HPV สามารถแฝงตัวอยู่โดยไม่แสดงอาการใด ๆ มาเป็นเวลานาน
วัคซีน HPV มีกี่ประเภท และฉีดกี่เข็ม
ปัจจุบันวัคซีน HPV ที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา (อย.) มี 3 ชนิดหลัก ได้แก่
- วัคซีน 2 สายพันธุ์ (Bivalent / Cervarix) ป้องกันสายพันธุ์ 16 และ 18 ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูก
- วัคซีน 4 สายพันธุ์ (Quadrivalent / Gardasil) ป้องกันสายพันธุ์ 6, 11, 16 และ 18 ครอบคลุมทั้งมะเร็งปากมดลูกและหูดหงอนไก่
- วัคซีน 9 สายพันธุ์ (Nonavalent / Gardasil 9) ป้องกันสายพันธุ์ 6, 11, 16, 18, 31, 33, 45, 52 และ 58 ซึ่งเป็นวัคซีนที่ครอบคลุมกว้างที่สุดในปัจจุบัน ช่วยป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ถึง 90% และยังลดความเสี่ยงมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับ HPV ชนิดอื่น เช่น มะเร็งช่องคลอด มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งปาก-คอหอย
สำหรับจำนวนเข็มที่ต้องฉีด ขึ้นอยู่กับช่วงอายุ
- อายุ 9-14 ปี ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6-12 เดือน
- อายุ 15 ปีขึ้นไป ฉีด 3 เข็ม ตามตาราง 0, 1-2, 6 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดวัคซีน
อายุที่เหมาะสมในการฉีดวัคซีน HPV และประสิทธิผล
WHO และ CDC แนะนำให้เริ่มฉีดวัคซีน HPV ก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก เพราะวัคซีนจะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อร่างกายยังไม่เคยสัมผัสเชื้อ HPV มาก่อน อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าคนที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้วจะฉีดไม่ได้
- อายุ 9-14 ปี เป็นช่วงอายุที่ให้ผลดีที่สุด วัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้สูงถึง 2-3 เท่าเมื่อเทียบกับกลุ่มอายุมากกว่า
- อายุ 15-26 ปี ยังคงแนะนำให้ฉีด เพราะให้ประสิทธิผลสูงในการป้องกันสายพันธุ์ที่ยังไม่เคยติดเชื้อ
- อายุ 27-45 ปี FDA ได้อนุมัติให้ฉีดวัคซีน 9 สายพันธุ์ได้ โดยแพทย์จะพิจารณาตามประวัติและความเสี่ยงรายบุคคล งานวิจัยใน New England Journal of Medicine พบว่าในกลุ่มนี้ยังคงได้รับประโยชน์จากวัคซีน โดยลดความเสี่ยงการติดเชื้อสายพันธุ์ใหม่ได้ถึง 88%
ในภาพรวม วัคซีน HPV มีประสิทธิภาพในการป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้มากกว่า 90% เมื่อฉีดก่อนสัมผัสเชื้อ และภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นนั้นคงอยู่นานกว่า 10 ปีตามการศึกษาติดตามผล โดยยังไม่พบว่าจำเป็นต้องฉีดกระตุ้น
ผลข้างเคียงของวัคซีน HPV มีอะไรบ้าง
วัคซีน HPV มีประวัติความปลอดภัยที่ดี และได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากองค์กรสาธารณสุขทั่วโลก ผลข้างเคียงที่พบบ่อยมักเป็นเพียงอาการเล็กน้อย ได้แก่
- ปวด บวม หรือแดงบริเวณที่ฉีด พบในผู้รับวัคซีนราว 80%
- ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หรือมีไข้เล็กน้อย
- คลื่นไส้หรือวิงเวียนศีรษะชั่วคราว
อาการเหล่านี้มักหายภายใน 1-3 วัน ส่วนผลข้างเคียงรุนแรง เช่น ปฏิกิริยาแพ้รุนแรง (anaphylaxis) พบได้น้อยมาก ประมาณ 1-2 รายต่อล้านโดส
สัญญาณที่ควรพบแพทย์ทันทีหลังฉีดวัคซีน
- หายใจลำบาก หรือรู้สึกแน่นหน้าอกภายในไม่กี่นาทีหลังฉีด
- ผื่นลมพิษขึ้นทั่วตัว
- หน้ามืด หมดสติ หรือชัก
- บวมบริเวณปาก ลิ้น หรือคอ
- ไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการอื่น
ควรนั่งพักในสถานพยาบาลอย่างน้อย 15-30 นาทีหลังฉีดทุกครั้ง เพื่อให้แพทย์หรือพยาบาลดูแลหากเกิดอาการผิดปกติ
วัคซีน HPV + Pap smear ป้องกันได้ครบถ้วนกว่า
สิ่งสำคัญที่หลายคนอาจยังเข้าใจผิดคือ วัคซีน HPV ไม่ได้ทดแทนการตรวจ Pap smear เพราะวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV เพียงบางสายพันธุ์ ยังมีสายพันธุ์อื่นที่อาจก่อมะเร็งได้ การตรวจ Pap smear หรือ HPV DNA test จะช่วยตรวจหาความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่จะพัฒนาเป็นมะเร็ง
- ผู้หญิงอายุ 21-29 ปี ควรตรวจ Pap smear ทุก 3 ปี
- ผู้หญิงอายุ 30-65 ปี ควรตรวจ Pap smear ร่วมกับ HPV DNA test ทุก 5 ปี หรือ Pap smear อย่างเดียวทุก 3 ปี
การรวมวัคซีน HPV กับการตรวจคัดกรองเป็นประจำ คือกลยุทธ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการป้องกันมะเร็งปากมดลูก ซึ่ง WHO ตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2030 จะลดอุบัติการณ์มะเร็งปากมดลูกลงได้ถึง 90% ด้วยการรณรงค์สองมาตรการนี้ควบคู่กัน
สรุป: ฉีดได้ ฉีดเลย ไม่ต้องรอ
วัคซีน HPV เป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ช่วยป้องกันมะเร็งได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ การปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมในการรับวัคซีนเป็นสิ่งที่ทำได้เสมอ อย่ารอให้มีอาการก่อนแล้วค่อยคิด เพราะมะเร็งปากมดลูกในระยะต้นมักไม่มีสัญญาณเตือน
การดูแลสุขภาพตัวเองวันนี้ คือการลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับอนาคต
ปรึกษาแพทย์และนัดฉีดวัคซีน HPV ได้ที่ รู้ก่อนดี
หากคุณหรือคนในครอบครัวสนใจฉีดวัคซีน HPV ต้องการตรวจ Pap smear หรืออยากปรึกษาเรื่องสุขภาพเพศหญิงกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทีมแพทย์จาก รู้ก่อนดี ร่วมกับโรงพยาบาลพันธมิตรในสมุทรสาคร พร้อมดูแลคุณ
- 💬 ทักหาเราได้เลยที่ LINE @roogondee เพื่อสอบถามข้อมูลและนัดหมายแพทย์
- 🌐 อ่านบทความสุขภาพเพิ่มเติมได้ที่ roogondee.com
รู้ก่อนดี ดูแลก่อนป่วย เพราะสุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากการรู้ทันก่อนใคร