HPV วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก สำหรับผู้หญิงอายุเท่าไร ต้องฉีดกี่เข็ม

มะเร็งปากมดลูกเป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิงไทย โดยข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติระบุว่า ในแต่ละปีมีผู้หญิงไทยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกมากกว่า 8,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ปีละกว่า 4,000 ราย สาเหตุหลักกว่า 99% ของมะเร็งชนิดนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus) ซึ่งเป็นข่าวดีที่ว่า ปัจจุบันเรามีวัคซีน HPV ที่สามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง

HPV คืออะไร และทำไมถึงอันตราย

HPV หรือ Human Papillomavirus เป็นกลุ่มไวรัสที่มีมากกว่า 200 สายพันธุ์ โดยแบ่งเป็นกลุ่มความเสี่ยงสูงและความเสี่ยงต่ำ สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อมะเร็ง ได้แก่ สายพันธุ์ 16 และ 18 ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกถึง 70% ส่วนสายพันธุ์ 6 และ 11 เป็นสาเหตุของหูดหงอนไก่บริเวณอวัยวะเพศ

ไวรัส HPV ติดต่อผ่านการสัมผัสทางเพศสัมพันธ์ โดยผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการใดๆ จึงไม่รู้ตัวว่ากำลังแพร่เชื้อให้ผู้อื่น งานวิจัยพบว่าผู้ที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้วมากถึง 80% มีโอกาสติดเชื้อ HPV อย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต แม้ร่างกายจะสามารถกำจัดเชื้อได้เองในหลายกรณี แต่หากเชื้อฝังตัวอยู่ในร่างกายนาน อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ปากมดลูกและพัฒนาเป็นมะเร็งในที่สุด

วัคซีน HPV มีกี่ประเภท ต่างกันอย่างไร

ในปัจจุบัน วัคซีน HPV ที่ได้รับการรับรองและใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศไทยมี 2 ชนิดหลัก ได้แก่

  • วัคซีน 4 สายพันธุ์ (Gardasil) ป้องกัน HPV สายพันธุ์ 6, 11, 16 และ 18 ครอบคลุมทั้งการป้องกันมะเร็งปากมดลูกและหูดหงอนไก่
  • วัคซีน 9 สายพันธุ์ (Gardasil 9) ป้องกัน HPV สายพันธุ์ 6, 11, 16, 18, 31, 33, 45, 52 และ 58 ถือเป็นวัคซีนที่ครอบคลุมที่สุดในปัจจุบัน สามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ถึง 90%

วัคซีน 2 สายพันธุ์ (Cervarix) ที่เคยใช้กันอย่างแพร่หลาย ปัจจุบันเริ่มถูกแทนที่ด้วยวัคซีน 9 สายพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้แนะนำประเภทวัคซีนที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

อายุที่เหมาะสมในการฉีดวัคซีน HPV

ประสิทธิภาพของวัคซีน HPV จะสูงที่สุดเมื่อฉีด ก่อนที่จะเคยมีเพศสัมพันธ์ หรือก่อนได้รับเชื้อ HPV เป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตาม แม้เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว วัคซีนก็ยังคงมีประโยชน์ในการป้องกันสายพันธุ์ที่ยังไม่ได้รับเชื้อ องค์การอนามัยโลก (WHO) และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำอายุที่เหมาะสมดังนี้

  • อายุ 9-14 ปี (กลุ่มเป้าหมายหลัก) เป็นช่วงที่ได้ผลดีที่สุด ร่างกายตอบสนองต่อวัคซีนได้ดีที่สุด และโดยทั่วไปยังไม่ได้รับเชื้อ HPV
  • อายุ 15-26 ปี ยังคงได้รับประโยชน์จากวัคซีนอย่างมีนัยสำคัญ แม้อาจเคยสัมผัสเชื้อบ้างแล้ว
  • อายุ 27-45 ปี สามารถฉีดได้ตามดุลยพินิจของแพทย์ โดยพิจารณาจากปัจจัยเสี่ยงและประวัติส่วนตัว งานวิจัยยืนยันว่ายังมีประโยชน์ในกลุ่มอายุนี้

ในประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขได้บรรจุวัคซีน HPV ไว้ในแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติ โดยให้วัคซีนฟรีสำหรับนักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

ต้องฉีดกี่เข็ม และระยะเวลาห่างกันเท่าไร

จำนวนเข็มที่ต้องฉีดขึ้นอยู่กับ อายุเมื่อเริ่มฉีดเข็มแรก ดังนี้

  • อายุ 9-14 ปี ฉีด 2 เข็ม โดยเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรก 6-12 เดือน ร่างกายในวัยนี้ตอบสนองต่อวัคซีนได้ดีมาก จึงไม่จำเป็นต้องฉีด 3 เข็ม
  • อายุ 15 ปีขึ้นไป ฉีด 3 เข็ม ตามกำหนดการ เข็มแรก > เข็มที่ 2 ห่าง 1-2 เดือน > เข็มที่ 3 ห่างจากเข็มแรก 6 เดือน (กำหนดการอาจแตกต่างกันตามชนิดวัคซีน)
  • ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV แนะนำให้ฉีด 3 เข็มไม่ว่าจะอายุเท่าไร

สิ่งสำคัญคือต้องฉีดวัคซีนให้ครบตามจำนวนเข็มที่กำหนด เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการป้องกันสูงสุด หากฉีดไม่ครบอาจทำให้ภูมิคุ้มกันไม่สมบูรณ์

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังฉีดวัคซีน HPV

วัคซีน HPV ได้รับการยืนยันจากองค์กรสากลว่ามีความปลอดภัยสูง ผลข้างเคียงส่วนใหญ่เป็นเพียงอาการชั่วคราวและไม่รุนแรง ได้แก่

  • ปวด บวม แดง หรือคันบริเวณที่ฉีด (พบบ่อยที่สุด)
  • ปวดศีรษะ มึนงง อาจเป็นลม โดยเฉพาะในวัยรุ่น จึงแนะนำให้นั่งพักหลังฉีด 15-30 นาที
  • มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลียเล็กน้อย
  • คลื่นไส้ เวียนศีรษะ

ผลข้างเคียงรุนแรงอย่างปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) พบได้น้อยมาก ประมาณ 1-2 รายต่อล้านโดส การรอสังเกตอาการหลังฉีด 15-30 นาทีที่สถานพยาบาลจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การเตรียมตัวก่อนและหลังฉีดวัคซีน HPV

เพื่อให้การฉีดวัคซีนเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย ควรปฏิบัติดังนี้

  • ก่อนฉีด แจ้งแพทย์หรือพยาบาลหากมีประวัติแพ้ยา แพ้วัคซีน มีโรคประจำตัว หรือกำลังตั้งครรภ์ (ไม่แนะนำให้ฉีดในขณะตั้งครรภ์)
  • วันฉีด พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารมาก่อนฉีด และสวมเสื้อที่สามารถเปิดต้นแขนได้สะดวก
  • หลังฉีด นั่งพักสังเกตอาการอย่างน้อย 15-30 นาที หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักใน 24 ชั่วโมงแรก และสามารถประคบเย็นบริเวณที่ฉีดหากปวดหรือบวม

วัคซีน HPV ป้องกันได้ 100% หรือไม่ ยังต้องตรวจปากมดลูกอยู่ไหม

แม้วัคซีน HPV 9 สายพันธุ์จะมีประสิทธิภาพสูงมาก แต่ ไม่สามารถป้องกันได้ 100% เนื่องจากยังมี HPV สายพันธุ์อื่นๆ อีกหลายชนิดที่วัคซีนไม่ครอบคลุม ดังนั้น การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกยังคงมีความจำเป็น ไม่ว่าจะเคยฉีดวัคซีนแล้วหรือไม่ก็ตาม

แนวทางการตรวจคัดกรองที่แนะนำสำหรับผู้หญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว ได้แก่ การตรวจ Pap Smear หรือการตรวจ HPV DNA Test ทุก 3-5 ปี ตามคำแนะนำของแพทย์ ซึ่งสามารถตรวจพบความผิดปกติของเซลล์ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่จะพัฒนาเป็นมะเร็ง

สรุป: วัคซีน HPV คือการลงทุนด้านสุขภาพที่คุ้มค่าที่สุด

วัคซีน HPV เป็นหนึ่งในวิทยาการทางการแพทย์ที่สำคัญที่สุดในยุคนี้ เพราะสามารถ ป้องกันมะเร็งได้จริง ก่อนที่มันจะเกิดขึ้น การฉีดวัคซีนตั้งแต่อายุน้อย ร่วมกับการตรวจคัดกรองสม่ำเสมอ คือกุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงอายุใด หรือมีคำถามเกี่ยวกับวัคซีน HPV อยู่ในใจ การปรึกษาสูตินรีแพทย์คือก้าวแรกที่ดีที่สุด เพื่อวางแผนการป้องกันที่เหมาะสมกับคุณโดยเฉพาะ

ปรึกษาสูตินรีแพทย์และวางแผนฉีดวัคซีน HPV ได้เลยที่ รู้ก่อนดี ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำแนะนำส่วนตัว เลือกประเภทวัคซีนที่เหมาะสม และนัดหมายตรวจสุขภาพสตรีครบวงจรได้ที่ LINE @roogondee หรือเยี่ยมชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ roogondee.com เพราะสุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากการรู้ก่อน