ฟอสฟอรัสสูง อาการและอาหาร โรคไตต้องระวัง

หากคุณหรือคนในครอบครัวป่วยด้วย โรคไตเรื้อรัง (CKD) และเคยได้ยินหมอพูดถึงค่า ฟอสฟอรัสสูง ในเลือด อย่าเพิ่งมองข้ามสัญญาณนี้ เพราะฟอสฟอรัสที่สะสมเกินในร่างกายคือหนึ่งใน ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุด ของโรคไตระยะปลาย ส่งผลให้กระดูกเปราะ หลอดเลือดแข็ง และเพิ่มความเสี่ยงเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่ต้นเหตุ อาการ ไปจนถึงการวางแผนอาหารอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ

ฟอสฟอรัสในร่างกายคืออะไร และทำไมไตถึงสำคัญ

ฟอสฟอรัส (Phosphorus) เป็นแร่ธาตุที่พบมากเป็นอันดับสองในร่างกายรองจากแคลเซียม ร้อยละ 85 ของฟอสฟอรัสทั้งหมดสะสมอยู่ในกระดูกและฟัน ที่เหลืออยู่ในเนื้อเยื่อและเลือด มีบทบาทสำคัญในการสร้างพลังงาน (ATP) ซ่อมแซม DNA และส่งสัญญาณในเซลล์

ภายใต้ภาวะปกติ ไตทำหน้าที่ขับฟอสฟอรัสส่วนเกินออกทางปัสสาวะ แต่เมื่อไตเสื่อมถึงระยะ 3 ขึ้นไป ความสามารถในการกรองลดลงชัดเจน และในระยะ 4–5 (eGFR ต่ำกว่า 30 mL/min/1.73m²) ไตแทบไม่สามารถกำจัดฟอสฟอรัสได้เพียงพอ ทำให้ระดับฟอสฟอรัสในเลือดสูงเกินค่าปกติ (3.5–5.5 mg/dL) ซึ่งเรียกภาวะนี้ว่า Hyperphosphatemia

งานวิจัยตีพิมพ์ใน Journal of the American Society of Nephrology พบว่าผู้ป่วย CKD ที่มีระดับฟอสฟอรัสสูงมีความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่ากลุ่มที่ควบคุมได้ดีถึง 2 เท่า

ฟอสฟอรัสสูงทำลายร่างกายอย่างไร

เมื่อฟอสฟอรัสในเลือดสูงขึ้น จะเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ทำลายอวัยวะหลายระบบพร้อมกัน ดังนี้

1. กระดูกและโครงสร้างร่างกายเสื่อม

ฟอสฟอรัสสูงกระตุ้นให้ร่างกายดึงแคลเซียมออกจากกระดูกเพื่อรักษาสมดุล ส่งผลให้ กระดูกบางและเปราะ ภาวะนี้เรียกว่า Renal Osteodystrophy ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดกระดูก ปวดข้อ โดยเฉพาะบริเวณหลัง สะโพก และขา รวมถึงมีความเสี่ยงกระดูกหักสูงแม้จากการกระทบเบาๆ

2. หลอดเลือดแข็งและหัวใจทำงานหนักขึ้น

ฟอสฟอรัสที่เกินจะจับกับแคลเซียมในกระแสเลือดกลายเป็นผลึกแคลเซียมฟอสเฟต ซึ่ง ไปสะสมในผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็งและแคบลง เพิ่มความดันโลหิต และเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือดและหัวใจวาย นี่คือเหตุผลหลักที่ผู้ป่วยไตเรื้อรังมักเสียชีวิตจากโรคหัวใจมากกว่าโรคไตโดยตรง

3. คันผิวหนังเรื้อรังและอาการทางระบบประสาท

ผลึกแคลเซียมฟอสเฟตที่สะสมในผิวหนังทำให้ คันอย่างรุนแรงโดยเฉพาะเวลากลางคืน บางรายมีอาการชาปลายมือปลายเท้า อ่อนเพลียผิดปกติ และความดันโลหิตควบคุมยาก

อาการที่ต้องระวัง เมื่อฟอสฟอรัสสูง

ในระยะแรกฟอสฟอรัสสูงมักไม่มีอาการชัดเจน จึงต้องอาศัยการตรวจเลือดเป็นหลัก แต่เมื่อระดับสูงมากขึ้น อาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • ปวดกระดูกและข้อ โดยเฉพาะบริเวณหลังและสะโพก
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง ลุกนั่งลำบาก ขาไม่มีแรง
  • คันผิวหนังเรื้อรัง โดยไม่มีผื่นชัดเจน
  • อ่อนเพลียผิดปกติ แม้พักผ่อนเพียงพอแล้ว
  • ตาแดงหรือระคายเคืองตา จากผลึกแคลเซียมสะสม
  • ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมยาก
  • หัวใจเต้นผิดจังหวะ ในกรณีรุนแรง

หากพบอาการข้างต้นร่วมกับการวินิจฉัยโรคไตเรื้อรัง ควรรีบแจ้งแพทย์เพื่อตรวจระดับฟอสฟอรัสและฮอร์โมน PTH ทันที

อาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง ผู้ป่วยไตต้องระวัง

การควบคุมอาหารเป็นหัวใจสำคัญของการจัดการ Hyperphosphatemia ฟอสฟอรัสในอาหารแบ่งเป็น 2 ประเภทที่ดูดซึมต่างกัน คือ ฟอสฟอรัสอนินทรีย์ (สังเคราะห์) ดูดซึมได้เกือบ 100% และ ฟอสฟอรัสอินทรีย์ (จากสัตว์/พืช) ดูดซึมได้ 40–60%

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหรือจำกัดปริมาณ

  • ผลิตภัณฑ์นมทุกชนิด — นมวัว โยเกิร์ต ชีส เนย มีฟอสฟอรัสสูงมากและดูดซึมได้ดี นม 1 แก้ว (240 mL) มีฟอสฟอรัสสูงถึง 220–250 mg
  • เนื้อแดงและเครื่องในสัตว์ — เนื้อหมู เนื้อวัว ตับ ไต ม้าม ล้วนมีฟอสฟอรัสสูง ควรจำกัดปริมาณไม่เกิน 60–90 กรัมต่อมื้อ
  • ไข่แดง — ไข่แดง 1 ฟองมีฟอสฟอรัสประมาณ 95 mg ส่วนไข่ขาวมีน้อยกว่ามากและปลอดภัยกว่า
  • อาหารแปรรูปและอาหารสำเร็จรูป — ไส้กรอก แฮม หมูยอ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มักเติมสารฟอสเฟตเป็นวัตถุเจือปนอาหาร ซึ่งดูดซึมได้เกือบ 100%
  • น้ำอัดลมสีเข้ม — โคล่า รูทเบียร์ มีกรดฟอสฟอริกสูง
  • ถั่วและธัญพืช — ถั่วเหลือง ถั่วแดง เมล็ดทานตะวัน งา ควรจำกัดปริมาณ
  • ช็อกโกแลตและโกโก้

อาหารที่ผู้ป่วยไตรับประทานได้อย่างปลอดภัยกว่า

  • ข้าวขาว ข้าวเจ้า บะหมี่ วุ้นเส้น (ฟอสฟอรัสต่ำ)
  • ไข่ขาว (หลีกเลี่ยงไข่แดง)
  • ผักและผลไม้บางชนิดที่มีโพแทสเซียมไม่สูงมาก เช่น กะหล่ำปลี แอปเปิล สาลี่
  • เนื้อปลาน้ำจืดในปริมาณที่เหมาะสม

การวางแผนโภชนาการสำหรับผู้ป่วยไตที่มีฟอสฟอรัสสูง

องค์การ KDIGO (Kidney Disease: Improving Global Outcomes) แนะนำให้ผู้ป่วย CKD ระยะ 3–5 ที่มีฟอสฟอรัสในเลือดสูง จำกัดฟอสฟอรัสจากอาหารให้ไม่เกิน 800–1,000 mg ต่อวัน โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้

  • อ่านฉลากโภชนาการ ทุกครั้งก่อนซื้ออาหารสำเร็จรูป ให้ระวังส่วนผสมที่ลงท้ายด้วย "-phosphate" เช่น sodium phosphate, calcium phosphate
  • ต้มหรือลวกผักและเนื้อสัตว์ แทนการทอดหรืออบ การต้มช่วยลดปริมาณฟอสฟอรัสในอาหารได้บ้าง
  • รับประทานยาจับฟอสเฟต (Phosphate Binder) ตามที่แพทย์สั่งก่อนอาหารทุกมื้อ เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต หรือยาที่ไม่มีแคลเซียม เพื่อลดการดูดซึมฟอสฟอรัสในลำไส้
  • ปรึกษานักโภชนาการที่เชี่ยวชาญด้านโรคไต (Renal Dietitian) เพื่อออกแบบเมนูอาหารที่ควบคุมทั้งฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โปรตีน และโซเดียมพร้อมกัน
  • ติดตามค่าเลือดอย่างสม่ำเสมอ ผู้ป่วย CKD ระยะ 4–5 ควรตรวจระดับฟอสฟอรัส แคลเซียม และ PTH ทุก 1–3 เดือน

สรุป ฟอสฟอรัสสูงไม่ใช่เรื่องเล็ก โรคไตต้องจัดการตั้งแต่เนิ่นๆ

ฟอสฟอรัสสูง เป็นภาวะแทรกซ้อนเงียบที่ทำลายทั้งกระดูก หลอดเลือด และหัวใจโดยที่ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัวจนกว่าจะรุนแรง การเข้าใจอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง การรับประทานยาตามแพทย์สั่ง และการติดตามค่าเลือดอย่างต่อเนื่อง คือหัวใจของการชะลอความเสื่อมของไตและลดความเสี่ยงโรคหัวใจในผู้ป่วย CKD ทุกราย

อย่าปล่อยให้ค่าเลือดผิดปกติเป็นเรื่องรอได้ เพราะทุกวันที่ฟอสฟอรัสสูงเกิน คือวันที่กระดูกและหลอดเลือดของคุณกำลังถูกทำลายอย่างเงียบๆ

ตรวจโรคไตและประเมินค่าฟอสฟอรัสครบจบ ที่รู้ก่อนดี

หากคุณหรือผู้ป่วยโรคไตในบ้านต้องการ ตรวจระดับฟอสฟอรัส แคลเซียม ค่าไต (eGFR, Creatinine) และรับคำแนะนำด้านโภชนาการจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทีมงาน รู้ก่อนดี โดยบริษัท เจียรักษา จำกัด ร่วมกับโรงพยาบาลพันธมิตรในสมุทรสาคร พร้อมดูแลคุณอย่างครอบคลุม

  • 📲 ติดต่อสอบถามหรือนัดหมายได้ที่ LINE: @roogondee
  • 🌐 อ่านบทความสุขภาพเพิ่มเติมได้ที่ roogondee.com

รู้ก่อน ดูแลได้ก่อน ก่อนที่โรคจะลุกลามไกลเกินไป