รู้ไหมว่าตอนนี้คนไทยป่วยเป็น โรคไตเรื้อรัง (CKD) ทะลุ 1.14 ล้านคน แล้ว และยังเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 7.8% ตัวเลขนี้ไม่ได้น่ากลัวแค่ความมากของมัน แต่น่ากลัวกว่านั้นคือ คนที่ป่วยอยู่จำนวนมากยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ เพราะโรคไตระยะแรกนั้นเงียบมาก แทบไม่มีสัญญาณอะไรให้สังเกตเห็นเลย

ปัญหาใหญ่ที่สุดของโรคนี้คือกว่าจะรู้ตัว ไตก็เสื่อมไปมากแล้ว บางรายหนักถึงขั้นต้องฟอกไตไปตลอดชีวิต ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมหาศาล ทั้งร่างกาย จิตใจ และค่าใช้จ่าย ดังนั้นการ รู้ก่อน จึงสำคัญกว่าการรักษาเสมอ

บทความนี้จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับโรคไตเรื้อรังให้มากขึ้น ว่าใครเสี่ยงบ้าง มีสัญญาณอะไรที่ควรระวัง และเราจะดูแลไตของตัวเองได้อย่างไรตั้งแต่วันนี้

ทำไมโรคไตเรื้อรังถึงอันตรายแบบเงียบ ๆ

ไตทำหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือดวันละหลายสิบลิตร ฟังดูหนักมาก แต่ไตก็ทนทานพอที่จะทำงานต่อไปได้แม้ประสิทธิภาพจะลดลงไปเรื่อย ๆ นั่นแหละคือเหตุผลว่าทำไมโรคไตระยะแรกถึง "เงียบ" มาก เพราะร่างกายยังพอรับมือกับไตที่เสื่อมลงบางส่วนได้ อาการที่เห็นชัดมักปรากฏตอนที่ไตเสื่อมไปแล้วกว่าครึ่ง ซึ่งถือว่าสายมากในเชิงการรักษา

สัญญาณที่ควรสังเกตแม้จะดูเล็กน้อย ได้แก่ บวมที่หน้า เท้า หรือขา, ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน, ปัสสาวะมีฟองผิดปกติ, อ่อนเพลียเหนื่อยง่าย, เบื่ออาหารหรือคลื่นไส้, ความดันโลหิตสูงควบคุมยาก, ใจสั่น และปวดหลังบริเวณเอว อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้อาจเกิดจากโรคอื่นได้ด้วย ดังนั้นถ้ามีสัญญาณเหล่านี้ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจให้ชัดเจน

ใครบ้างที่ควรระวังเป็นพิเศษ

โรคไตเรื้อรังไม่ได้เลือกคน แต่มีกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปอย่างชัดเจน ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งด้านล่าง ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการตรวจเช็กไตเป็นพิเศษ

  • ผู้ป่วยเบาหวาน — น้ำตาลในเลือดสูงทำลายหลอดเลือดฝอยในไตโดยตรง
  • ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง — แรงดันเลือดที่สูงเป็นเวลานานกัดกร่อนไตอย่างช้า ๆ
  • ผู้ที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ — เพิ่มภาระให้ไตต้องทำงานหนักขึ้นต่อเนื่อง
  • ผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปี — ประสิทธิภาพไตลดลงตามธรรมชาติตามอายุ
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคไต — พันธุกรรมมีส่วนสำคัญ
  • ทานยาแก้ปวดหรือสมุนไพรบางชนิดเป็นประจำ — บางตัวสะสมในไตและทำให้เสื่อมได้โดยไม่รู้ตัว

ดูแลไตให้ดีได้ตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่จะสาย

ข่าวดีคือโรคไตเรื้อรังในระยะแรก สามารถชะลอความเสื่อมได้ด้วยการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ไม่ต้องรอให้ป่วยก่อนแล้วค่อยเริ่ม เพราะการป้องกันคือทางเลือกที่ดีที่สุด

  • ลดเค็ม ลดโซเดียม — เกลือทำให้ความดันสูงและทำลายไตในระยะยาว
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ — ประมาณ 6-8 แก้วต่อวัน ช่วยให้ไตกรองของเสียได้คล่อง
  • กินอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ — ช่วยควบคุมน้ำตาลและความดันได้ดี
  • งดสูบบุหรี่ ลดแอลกอฮอล์ — ทั้งสองอย่างนี้กระทบไตโดยตรง
  • ตรวจสุขภาพไตอย่างน้อยปีละครั้ง — โดยเฉพาะถ้าอยู่ในกลุ่มเสี่ยง

การตรวจคัดกรองโรคไตทำได