Pap smear เป็นการตรวจคัดกรองที่ช่วยให้พบความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกได้ตั้งแต่ยังไม่กลายเป็นมะเร็ง มะเร็งปากมดลูกเป็นหนึ่งในมะเร็งที่ป้องกันได้มากที่สุด หากตรวจสม่ำเสมอและได้รับการติดตามที่เหมาะสม ผู้หญิงหลายคนยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มตรวจเมื่อไหร่ ต้องเตรียมตัวอย่างไร และผลตรวจหมายความว่าอะไร บทความนี้รวบรวมคำตอบจากแนวทางทางการแพทย์ไว้ให้

Pap smear คืออะไร และสำคัญอย่างไร

Pap smear (แพป สเมียร์) หรือการตรวจเซลล์วิทยาปากมดลูก คือการใช้แปรงหรือไม้พันสำลีขนาดเล็กเก็บเซลล์จากบริเวณปากมดลูก แล้วส่งตรวจใต้กล้องจุลทรรศน์ เพื่อหาเซลล์ที่เปลี่ยนแปลงผิดปกติ ซึ่งอาจพัฒนาเป็นมะเร็งในอนาคต วิธีนี้พัฒนาโดยนายแพทย์จอร์จ ปาปานิโคลาอู (George Papanicolaou) และถูกใช้แพร่หลายมาตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20

ความสำคัญของการตรวจนี้คือ มะเร็งปากมดลูกมักใช้เวลาหลายปีในการเปลี่ยนจากเซลล์ปกติเป็นมะเร็ง และระยะแรกมักไม่มีอาการ การตรวจคัดกรองจึงช่วยให้พบและรักษาความผิดปกติได้ทันเวลา องค์การอนามัยโลก (WHO) ตั้งเป้าขจัดมะเร็งปากมดลูกให้หมดไปจากการเป็นปัญหาสาธารณสุข โดยมีหลักสำคัญคือ การฉีดวัคซีน HPV การคัดกรอง และการรักษารอยโรคระยะก่อนมะเร็ง

อายุและช่วงเวลาที่ควรตรวจ

แนวทางของแต่ละองค์กรแตกต่างกันเล็กน้อย แต่มีหลักการร่วมกัน ดังนี้

  • อายุ 21–29 ปี: แนวทางของ USPSTF (สหรัฐอเมริกา) แนะนำตรวจ Pap smear ทุก 3 ปี
  • อายุ 30–65 ปี: ตรวจ Pap smear ทุก 3 ปี ตรวจ HPV อย่างเดียวทุก 5 ปี หรือตรวจ Pap ร่วมกับ HPV ทุก 5 ปี
  • อายุเกิน 65 ปี: หยุดตรวจได้ หากผลตรวจก่อนหน้านี้ปกติอย่างต่อเนื่องตามเกณฑ์ และไม่เคยมีรอยโรคระดับสูง
  • ผู้ที่ตัดมดลูกและปากมดลูกออกด้วยโรคที่ไม่ใช่มะเร็ง: โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องตรวจต่อ

สำหรับประเทศไทย ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยและกระทรวงสาธารณสุขมีโครงการคัดกรองสำหรับสตรีกลุ่มอายุเป้าหมาย โดยเน้นอายุ 30 ปีขึ้นไป และมีการนำการตรวจ HPV มาใช้มากขึ้น ผู้หญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้วควรปรึกษาแพทย์เรื่องช่วงเริ่มตรวจที่เหมาะสมกับตนเอง

ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ติดเชื้อ HIV ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน หรือเคยมีผลตรวจผิดปกติมาก่อน อาจต้องตรวจถี่ขึ้นตามคำแนะนำของแพทย์

ความเสี่ยงจาก HPV และการป้องกัน

ปัจจัยหลักของมะเร็งปากมดลูกคือการติดเชื้อ ไวรัส HPV (Human Papillomavirus) สายพันธุ์เสี่ยงสูงอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยคลาสสิกของ Walboomers และคณะ (1999) พบ HPV ในเนื้อเยื่อมะเร็งปากมดลูกเกือบทั้งหมด โดยสายพันธุ์ 16 และ 18 เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกประมาณ 70%

การติดเชื้อ HPV พบได้บ่อยในผู้ที่เคยมีเพศสัมพันธ์ และส่วนใหญ่ร่างกายกำจัดเชื้อได้เองภายใน 1–2 ปี การติดเชื้อที่คงอยู่นานจึงเป็นกลุ่มที่เสี่ยง ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยง ได้แก่

  • การสูบบุหรี่
  • ภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ติดเชื้อ HIV
  • การมีคู่นอนหลายคน หรือคู่นอนที่มีคู่หลายคน
  • การไม่เคยตรวจคัดกรอง หรือตรวจไม่สม่ำเสมอ
  • การใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเป็นเวลานานหลายปี (ความเสี่ยงเพิ่มเล็กน้อยและลดลงหลังหยุดยา)

วิธีป้องกัน

  • วัคซีน HPV: ได้ผลดีที่สุดเมื่อฉีดก่อนมีเพศสัมพันธ์ การศึกษาในประเทศสวีเดนที่ตีพิมพ์ใน New England Journal of Medicine (2020) พบว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนก่อนอายุ 17 ปี มีความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูกลดลงราว 88% ผู้ใหญ่บางรายก็ยังได้ประโยชน์ ควรปรึกษาแพทย์
  • ใช้ถุงยางอนามัย: ช่วยลดความเสี่ยง แต่ไม่ป้องกัน HPV ได้ทั้งหมด
  • งดสูบบุหรี่
  • ตรวจคัดกรองสม่ำเสมอ แม้ฉีดวัคซีนแล้ว เพราะวัคซีนไม่ครอบคลุมทุกสายพันธุ์

เตรียมตัวก่อนตรวจ Pap smear อย่างไร

การเตรียมตัวไม่ยุ่งยาก แต่ช่วยให้ผลตรวจแม่นยำขึ้น

  • เลือกช่วงที่ไม่มีประจำเดือน: โดยทั่วไปควรตรวจหลังประจำเดือนหมด ประมาณวันที่ 10–20 ของรอบเดือน เพราะเลือดอาจบดบังเซลล์
  • งดมีเพศสัมพันธ์ 24–48 ชั่วโมงก่อนตรวจ
  • งดสวนล้างช่องคลอด และงดใช้ยาเหน็บ ครีม เจล หรือสเปิร์มิไซด์ในช่องคลอดอย่างน้อย 48 ชั่วโมง ยกเว้นแพทย์สั่ง
  • แจ้งแพทย์ หากตั้งครรภ์ อาจตั้งครรภ์ มีเลือดออกผิดปกติ หรือมีประวัติผลตรวจผิดปกติ
  • สวมเสื้อผ้าที่ถอดง่าย เช่น กระโปรง และทำใจให้ผ่อนคลาย การเกร็งทำให้รู้สึกไม่สบายมากขึ้น

ขั้นตอนตรวจใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แพทย์จะใส่เครื่องมือถ่างช่องคลอด (speculum) เพื่อมองเห็นปากมดลูกและเก็บเซลล์ ผู้ตรวจส่วนใหญ่รู้สึกแน่นหรือไม่สบายเล็กน้อย แต่ไม่ควรเจ็บมาก หากรู้สึกเจ็บให้แจ้งแพทย์ได้ทันที

ผลการตรวจและขั้นตอนถัดไป

ผลตรวจมักรายงานตามระบบ Bethesda ซึ่งแบ่งผลได้ดังนี้

  • ปกติ (NILM): ไม่พบเซลล์ผิดปกติ ให้ตรวจตามรอบที่แพทย์แนะนำ
  • ASC-US: พบเซลล์สความัสผิดปกติที่ยังบอกความหมายไม่ชัดเจน มักตรวจ HPV เพิ่มเติม หรือตรวจ Pap ซ้ำ
  • LSIL: รอยโรคระดับต่ำ มักสัมพันธ์กับการติดเชื้อ HPV และบางส่วนหายได้เอง แพทย์อาจติดตามหรือส่องกล้อง
  • HSIL, ASC-H, AGC: รอยโรคระดับสูงหรือเซลล์ต่อมผิดปกติ มักต้องตรวจเพิ่มด้วยการส่องกล้องตรวจปากมดลูก (colposcopy) และตัดชิ้นเนื้อตรวจ

หากพบรอยโรคก่อนมะเร็งระดับสูง มีวิธีรักษาที่ได้ผลดี เช่น การตัดปากมดลูกด้วยห่วงไฟฟ้า (LEEP) หรือการตัดปากมดลูกเป็นรูปกรวย (conization) ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้พัฒนาเป็นมะเร็งได้

ข้อควรรู้: Pap smear ครั้งเดียวไม่ได้ตรวจพบทุกกรณี (ความไวของการตรวจเพียงครั้งเดียวอยู่ที่ประมาณ 50–70% จากงานวิจัยหลายฉบับ) จึงต้องตรวจซ้ำตามรอบสม่ำเสมอ และการตรวจ HPV ร่วมด้วยช่วยเพิ่มความแม่นยำในกลุ่มอายุ 30 ปีขึ้นไป การได้ผลผิดปกติไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็ง และอย่าเลื่อนการตรวจติดตามออกไป

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์โดยไม่ต้องรอรอบตรวจ

แม้ตรวจเป็นประจำ หากมีอาการต่อไปนี้ควรพบสูตินรีแพทย์ทันที ได้แก่ เลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ (เช่น หลังมีเพศสัมพันธ์ ระหว่างรอบเดือน หรือหลังหมดประจำเดือน) ตกขาวมีกลิ่นหรือมีเลือดปน และปวดท้องน้อยหรือปวดขณะมีเพศสัมพันธ์เรื้อรัง

สรุป

Pap smear เป็นการตรวจที่ง่าย ใช้เวลาสั้น และช่วยลดการเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกได้อย่างมีนัยสำคัญ การตรวจตามรอบ การฉีดวัคซีน HPV และการไม่สูบบุหรี่ คือแนวทางป้องกันที่สำคัญ ข้อมูลในบทความนี้ใช้เพื่อการให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถทดแทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ ความเหมาะสมในการตรวจขึ้นกับอายุ ประวัติสุขภาพ และความเสี่ยงของแต่ละบุคคล

ปรึกษาทีมรู้ก่อนดี

หากคุณยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มตรวจเมื่อไหร่ หรือต้องการนัดตรวจ Pap smear และ HPV กับสูตินรีแพทย์ของโรงพยาบาลพันธมิตรในสมุทรสาคร ทีมงานรู้ก่อนดี (บริษัท เจียรักษา จำกัด) พร้อมให้คำแนะนำอย่างเป็นส่วนตัวและไม่ตัดสิน ติดต่อได้ที่ LINE @roogondee หรือเยี่ยมชม roogondee.com